
‘นิสมาน มะสีละ’ เปลี่ยนท้อแท้...เป็นธงทีมชาติ
ในชีวิตของทุกคนย่อมต้องพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง เมื่อถูกปัญหาถาโถมเข้ามาในชีวิต
โดย...ชนิศา การศรีทอง
ในชีวิตของทุกคนย่อมต้องพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ล้มลุกคลุกคลานกันบ้าง เมื่อถูกปัญหาถาโถมเข้ามาในชีวิต แน่นอนความท้อแท้และสิ้นหวังย่อมอาจเกิดขึ้นในใจ ขึ้นอยู่ที่แต่ละคนจะฝ่าฟันอุปสรรค เปลี่ยนความสิ้นหวัง แรงกดดันเหล่านั้นเป็นพลังให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาได้หรือไม่...
“มัง” นิสมาน มะสีละ เด็กหนุ่มนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติไทยจากนราธิวาส ถูกโชคชะตาทดสอบความแกร่งของหัวใจ เพราะเมื่อครั้งเป็นหนุ่มน้อยนักฟุตบอลอนาคตไกล กลับต้องถูกอาการบาดเจ็บถาโถม จนต้องพับความฝันบนถนนสายลูกหนังเข้าลิ้นชัก พร้อมล็อกกุญแจแบบปิดตาย โชคดีที่มีกำลังใจจากคุณพ่อหนุนหลังให้สู้ต่อ
“ผมเริ่มต้นเส้นทางกีฬาด้วยฟุตบอล ตอนนั้นความใฝ่ฝันของผมคือการได้เป็นนักกีฬาฟุตบอลอาชีพ โดยแรงสนับสนุนสำคัญคือคุณพ่อ ผมเคยได้รับคัดเลือกให้เป็นเยาวชนแลกเปลี่ยนตัวแทนประเทศไทย ไปศึกษาดูงานด้านกีฬาฟุตบอลที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ผมได้รับอุบัติเหตุในสนาม บาดเจ็บที่กระดูกไขสันหลัง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผมต้องหยุดซ้อมฟุตบอลไปนานถึง 2 ปี”
“คุณพ่อพาผมไปรักษาตัวจนดีขึ้นและกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง แต่ประสิทธิภาพในการเล่นของผมมันไม่เหมือนเดิม แต่คุณพ่อก็ยังคงสนับสนุนผมอย่างเต็มที่ และผมจะยอมแพ้ไม่ได้ ตอนนั้นผมจึงตัดสินใจก้าวต่อไป”
โชคชะตายังคงเล่นตลกกับ “มัง” นิสมาน ไม่เลิก หลังจากได้กำลังใจจากคุณพ่อ จนก้าวผ่านความเจ็บปวดมาได้ แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้หัวใจดวงนี้เจ็บปวดจนแทบสลาย เมื่อเขาต้องมาเสียคุณพ่อ ... ผู้เป็นแรงกำลังใจสำคัญในทุกเรื่อง จากเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งสุดท้อแท้และสิ้นหวัง
“ตอนที่ผมอายุ 17 ปี ผมต้องเสียคุณพ่อไป พ่อที่เป็นเสาหลักของบ้าน คอยสนับสนุนและเข้าใจผมในทุกๆ เรื่อง จากเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา ในตอนนั้นความเสียใจและความท้อแท้มันถาโถมเข้ามา จากที่ผมเคยเป็นเด็กร่าเริงก็กลับกลายเป็นเด็กซึมเศร้า ความหวังที่จะก้าวขึ้นสู่นักกีฬาทีมชาติของผมก็ลดลง ผมเริ่มหมดหวัง” มัง ย้อนเหตุการณ์ให้ฟัง
สถานะครอบครัวตอนนั้นลำบากมาก เพราะหลังเสียเสาหลักของบ้านไป สภาพการเงินก็เข้าขั้นวิกฤตทันที ในแต่ละเดือนได้เงินเยียวยาจากภาครัฐเพียง 1,500 บาท พอช่วงขึ้นมหาวิทยาลัยได้เพิ่มเป็น 2,500 บาท แม้รายปีจะมีเงินก้อนชดเชยอีกปีละ 2 หมื่นบาท แต่สำหรับครอบครัวที่มีพี่น้องถึง 4 คน เม็ดเงินจำนวนนี้แทบไม่พอใช้
“ช่วงแรกหลังเสียคุณพ่อไป ด้วยความเสียใจและคิดมากกับหลายๆ เรื่อง ทำให้ผมหยุดเล่นกีฬาไปหลายเดือน ปัญหา ความวุ่นวาย ความสับสนเข้ามาในชีวิตผมแบบไม่ทันตั้งตัว ผมอาศัยอยู่กับแม่ได้สักพัก แม่ก็สมรสใหม่ ทำให้ผมต้องย้ายไปอยู่กับอา ตอนนั้นชีวิตผมท้อแท้มาก ไม่มีกำลังใจจะสู้ต่อแล้ว แต่โชคดีที่ได้อาส่งเสียเรียน แรงบันดาลใจให้กลับมามุ่งมั่นจึงเกิดอีกครั้ง” มัง เล่าอย่างฮึกเหิม
เหมือนมีอะไรดลใจให้ “มัง” นิสมาน ได้ไปรู้จักกับโค้ชนิรุตต์ โว๊ะนิเน็ง ชายผู้ทำให้เขาได้รู้จักกับกีฬาฮอกกี้ ประโยคจากโค้ชพร่ำสอนว่า “อย่าไปคิดว่าตัวเองต่ำต้อยหรือแย่กว่าคนอื่น จงหันมองไปด้านหลังว่ามีคนอื่นอีกเยอะที่แย่กว่าเรา เขายังสู้เลย” เตือนสติให้เด็กหนุ่มรายนี้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
“คำพูดโค้ชนิรุตต์ก้องอยู่ในใจผมเสมอ มันทำให้มีพลังที่จะก้าวเดินต่อไป แล้วผมก็กลับมาเล่นกีฬาอีกครั้ง ผมมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำตามความฝันของผมต่อไป การฝึกซ้อมอย่างหนักทำให้ผมมีโอกาสได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนักกีฬาฮอกกี้แห่งประเทศไทยครั้งแรก ร่วมแข่งขันในรายการ ASIA INDOOR CUP 2012 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มันเป็นความภาคภูมิใจแรกที่ยิ่งใหญ่ของผม ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิตต่อไป ความพยายามของผมมันเริ่มเห็นผลแล้ว”
หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มงก็ได้ศึกษาต่อปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ด้วยโควตานักกีฬาฮอกกี้ ทำให้เขามีโอกาสฝึกซ้อมกับทางมหาวิทยาลัย และได้ฝึกฝนกับโค้ชเอกสิทธิ์ ปิยะประเสริฐศรี อดีตนักฮอกกี้ทีมชาติไทย
ทุกโอกาส ทุกรางวัลและความสำเร็จล้วนมาจากการฝึกฝนอย่างหนัก จากเด็กหิ้วของหิ้วกระติกน้ำในสนามแรกๆ มังสามรถคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันมะขามหวานเกมส์ ที่ จ.เพชรบูรณ์ คว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันปรีซีเกมส์ ที่เมียนมา และคว้าเหรียญทองแดงจากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 นครราชสีมาเกมส์ ปี 2558 ล่าสุดคว้าเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ก่อนได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ไปลุยศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 28 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเดือน มิ.ย.
“เส้นทางการเป็นนักกีฬาฮอกกี้ทีมชาติของผมมันไม่ง่ายเลยนะครับ สนามซ้อมกับบ้านผมอยู่กันคนละอำเภอ ต้องเดินทางหลายสิบกิโลเมตรเพื่อไปซ้อม แล้วยิ่งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มักจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยๆ มันก็ทำให้ผมหวาดระแวงไม่น้อย
“ต้องขอบคุณทุกอุปสรรค ทุกปัญหาที่เข้ามาในชีวิต ที่ช่วยทำให้ผมเข้มแข็ง สำหรับใครที่กำลังเจออุปสรรค จงคิดไว้ว่า ถ้าผ่านอุปสรรคนั้นไปได้ อนาคตถ้าเราเจออุปสรรคเราก็จะผ่านมันไปได้เช่นกัน อย่าท้อหรือยอมแพ้ แล้วฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้น แล้วเก็บมันไว้เป็นประสบการณ์ ขอบคุณที่สามารถเปลี่ยนความท้อแท้ สิ้นหวังเหล่านั้นเป็นความแข็งแกร่ง เป็นพลังให้ผมมีทุกวันนี้” นิสมาน ฝากแง่คิด







