
อย่าอุ้มรถคันแรกซ้ำ
รัฐบาลจะตอบประชาชนทั่วประเทศอย่างไร หากจะเข้าไปปลดล็อกโครงการรถคันแรก
รัฐบาลจะตอบประชาชนทั่วประเทศอย่างไร หากจะเข้าไปปลดล็อกโครงการรถคันแรก โดยเปลี่ยนเงื่อนไขการถือครอง 5 ปี เหลือเพียง 3 ปี หลังจากโครงการรถคันแรกได้ใช้งบประมาณซึ่งเป็นภาษีที่ชาวบ้านกว่า 9 หมื่นล้านบาทเข้าไปอุ้ม ตามผู้มาใช้สิทธิคืนภาษีคันละไม่เกิน 1 แสนบาทไปแล้วกว่า 1.23 ล้านราย
เป็นที่ทราบกันว่าโครงการรถคันแรกของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะคืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถ เครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี ผ่านไป 1 ปีแรก ผู้ใช้สิทธิโครงการจะได้คืนภาษีจากรัฐเป็นเงินไม่เกินรายละ 1 แสนบาท จากนั้นต้องถือครองรถยนต์ ห้ามขายห้ามโอนไปอีก 5 ปี ถึงจะเข้าเงื่อนไขได้สิทธิภาษี
โครงการรถคันแรกดังกล่าว รัฐบาลยุคนั้นออกมาภายใต้เสียงคัดค้านของหลายฝ่าย เพราะหวั่นว่าโครงการประชานิยมนี้จะสร้างกับดักหนี้ให้กับชาวบ้าน เนื่องจากโครงการรถคันแรกก็เหมือนกับยืมกำลังซื้อของประชาชนในอนาคตที่จะซื้อรถมาช่วยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ให้อุปโภคเพิ่มสูงขึ้น เพื่อแลกกับเงินภาษีที่รัฐจะคืนกลับไป 1 แสนบาทเมื่อผ่านไป 1 ปี ซึ่งการยืมเงินประชาชนมากระตุ้นดังกล่าวนับว่าได้ผล มีผู้เข้าร่วมโครงการรถคันแรกถึงกว่า 1.25 ล้านราย
เสียงค้านโครงการดังกล่าว ขนาดคนในวงการรถยนต์ก็ไม่อยากให้กระตุ้นกำลังซื้อแรงมากขนาดนั้น แม้อยากจะให้รัฐช่วยเหลือ หลังฟื้นจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพราะกำลังซื้อรถยนต์ในประเทศเฉลี่ยปีละ 7-9 แสนคัน ต้องพุ่งพรวดเดียวกว่า 1.2 ล้านคัน กำลังซื้อเทียมดังกล่าวกระทบแผนผลิตปั่นป่วน ต้องลดยอดผลิตส่งออก หันมาขายในประเทศก่อน
เมื่อหลายฝ่ายก็ทราบเหตุผลหลักๆ ของโครงการรถคันแรกที่แฝงไปด้วยวาระการเมืองแบบนี้แล้ว การจะแก้ปัญหารถคันแรกตามที่กระทรวงการคลังบอกว่าเอกชนเสนอขอให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโครงการรถคันแรก โดยลดการถือครองรถยนต์จาก 5 ปี เหลือ 3 ปี ก็ให้สามารถเปลี่ยนมือได้ ซึ่งเอกชนเชื่อว่าผู้ที่ถือครองรถมาแล้ว 3 ปี ที่มีอยู่เกือบ 4 แสนราย หากกลุ่มนี้ขายรถคันเดิม เปลี่ยนรถคันใหม่ สิ่งนี้น่าจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศที่ตกต่ำได้ หรือหากไม่ซื้อรถใหม่ หลุดจากกับดักหนี้ ก็มีเงินเหลือไปบริโภค กระตุ้นเศรษฐกิจได้
อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลจะปลดล็อกถือครองแค่ 3 ปี ทางรัฐบาลคงต้องตอบให้ได้ว่า แล้วงบประมาณที่เคยนำไปอุ้มกลุ่มคนดังกล่าวให้ซื้อรถคันแรกกว่า 9 หมื่นล้านบาท แทนที่จะนำไปพัฒนาประเทศด้านอื่นเป็นเรื่องที่ควรจะช่วยอีกหรือไม่ นอกจากนี้การหวังการบริโภคจากกลุ่มคน 4 แสนราย มันเป็นการประชานิยมซ้อนประชานิยมซ้ำซากหรือไม่
จากเหตุผลทั้งหลาย จึงเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรลดการถือครองรถคันแรก หากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกรอบ ควรมองเป็นมาตรการใหญ่ให้ประโยชน์กระจายทั่วประเทศดีกว่า







