posttoday
หลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่นโยบายประชานิยมของทักษิณ

หลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่นโยบายประชานิยมของทักษิณ

24 กรกฎาคม 2558

โดย...สายศิริ ด่านวัฒนะ

โดย...สายศิริ ด่านวัฒนะ

ปี 2545 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ประกาศทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยนำเอา “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ที่พัฒนาขึ้นจากการทำงานวิจัยของคณะนักปฏิรูประบบสุขภาพที่มี นพ.สงวน
นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้นำ มาใส่ปกใหม่ ใส่ป้ายยี่ห้อ “30 บาทรักษาทุกโรค” เข้าไป กลายเป็นนโยบายที่ได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ด้วยวลีที่หวือหวา ภาษาที่เข้าใจและจดจำง่าย “30 บาทรักษาทุกโรค” กลายเป็น “ตราสินค้า” ที่คนรู้จัก แทนคำว่า “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” แม้ว่าหลายปีมานี้จะเปลี่ยนเป็นรักษาฟรี ไม่มีการเรียกเก็บ 30 บาทอีกต่อไป แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่ยอมลืมคำว่า 30 บาทรักษาทุกโรค

ครั้งหนึ่งในช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ได้ไปตรวจเยี่ยมสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำลังจะเปิดตัวโครงการที่พยายามจะดึงคลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ มาร่วมให้บริการกับผู้ถือบัตรทอง เพื่อลดปัญหาคนไข้ไปกระจุกรอคิวตามโรงพยาบาลใหญ่

ทางฝ่ายการเมืองพยายามเสนอกับ นพ.สงวน เลขาธิการ สปสช.ในตอนนั้น ว่าให้เรียกโครงการนี้ว่า “คลินิก 30 บาท” แต่ นพ.สงวน ก็ยืนยันใช้คำว่า “คลินิกชุมชนอบอุ่น”

นั่นเป็นตัวอย่างเหตุการณ์ที่ นพ.สงวน นั้นต้องเข้มแข็ง อดทน ทำงานหนักในอันที่จะเชื่อมประสาน แบ่งรับแบ่งสู้ ประคับประคองระบบนี้ให้รอดพ้น ไม่ให้กลายเป็นนโยบายประชานิยมตามอารมณ์การเมืองจนเสียหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ถึงอย่างนั้นภาพจำของทักษิณกับ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ติดตัวระบบหลักประกันสุขภาพตลอดมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แม้ว่าจะบริหารโดยกรรมการที่มีส่วนร่วมหลายฝ่ายถ่วงดุลอำนาจกัน และได้สร้างผลงานจนเป็นโครงการที่ประชาชนชื่นชอบพอใจมากที่สุดมาตลอด แต่ก็มักจะมีคนหยิบนโยบายนี้มาหามุมที่จะลบ จะปรับ จะล้ม อยู่ตลอดเวลา เพราะเข้าใจว่าหากต้องการให้คนลืมทักษิณก็ต้องลบผลงานของทักษิณให้หมดไป โดยพยายามชี้ชวนให้ผู้หลักผู้ใหญ่คิดว่า นี่คือนโยบายประชานิยมเอาใจรากหญ้าที่เป็นภาระทางการเงินของประเทศ

ประกอบกับมีความไม่ราบรื่นในการประสานทำงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช. เพราะมีการได้และเสียอำนาจในการบริหารเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ และมีฝ่ายที่เสียผลประโยชน์จากการที่ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพ

ดังนั้น จึงมีข่าวโจมตี สปสช.มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นว่าทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าขาดทุนจริงหรือไม่ ถ้าจริงเป็นเพราะอะไร หรือแม้แต่การร้องเรียนจนเกิดการตรวจสอบการบริหารเงินของ สปสช.หลายครั้ง โดย สปสช.ซึ่งตั้งรับเป็น “สีทนได้” มานาน ระยะหลังก็เริ่มที่จะตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ชกกลับบ้างเป็นระยะ

กล่าวได้ว่า 12 ปี ของระบบหลักประกันสุขภาพไทย นับจากก้าวแรกจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นการก้าวเดินบนเส้นทางที่โรยด้วยกรวดและตะปู โชคดีที่ นพ.สงวน และคณะไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นเพียง “นโยบาย” แต่ร่วมมือร่วมใจกับนักวิชาการและภาคประชาชนจำนวนมาก ผลักดันกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติออกมาเป็นเสาค้ำยันหลักการของระบบไม่ให้ถูกเล่นแร่แปรธาตุได้อย่างง่ายดาย

แม้ว่า “หมอหงวน” จะจากไปด้วยโรคมะเร็งหลังประคับประคองระบบมาได้ถึง 5 ปี แต่ก็ยังมีนักบริหาร นักวิชาการสายปฏิรูป และภาคประชาชนจำนวนมากเข้ามาร่วมสานต่อพัฒนาระบบนี้ด้วยความเชื่อมั่นในวิถีทางของระบบหลักประกันสุขภาพที่ยั่งยืน มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายต่างๆ เช่น กลุ่มต้นกล้าหมอหงวน และเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพ เป็นต้น

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยนั้น ได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นระบบที่พิสูจน์ว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศร่ำรวย ก็สามารถทำให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีภายใต้งบประมาณที่จำกัดด้วยซ้ำ

ในเรื่องนี้ ศ.อมรรตยะ เสน (Amartya Kumar Sen) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้ระบุจุดเด่นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ว่า ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของประเทศที่สามารถทำเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้สำเร็จในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการให้คำมั่นสัญญาจากฝ่ายการเมือง และการผลักดันร่วมของภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่เข้มแข็ง

ที่สำคัญคือ ได้รับการตอบสนองนโยบายอย่างดีจากบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขของภาครัฐ และผลสำเร็จของหลักประกันสุขภาพไทยก็ได้แสดงให้เห็นว่าปัญหาเรื่องความยากจนลงจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงตัวชี้วัดสุขภาพของประชากรก็ดีขึ้น และลดความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนรวยกับคนจน

นอกจากนั้น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นยังมีข้อได้เปรียบอีกอย่าง คือ เป็นระบบบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นไปยังสิ่งที่จำเป็น แต่มักจะถูกละเลยนั่นก็คือ บริการระดับปฐมภูมิ ซึ่งถือว่าเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่เป็นบริการแบบผู้ป่วยนอกที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เป็นการดูและรักษาตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วการดำเนินของโรคมักจะถูกปล่อยให้มีการลุกลามหรือมีการพัฒนาของโรคไปในขั้นที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มีค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นตามไปด้วย และได้ระบุว่าประเทศไทยได้ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้

กล่าวคือ เมื่อมีการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมป้องกันโรคก่อนที่จะป่วย ความต้องการการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้ลดลงอย่างมาก

ขณะที่ต่างประเทศให้การชื่นชม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ภายในประเทศกลับแตกต่างกัน และมีภาพของความขัดแย้ง แม้ทุกฝ่ายตระหนักดีว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ความ
ขัดแย้งก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนจะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพหยุดชะงัก

ล่าสุดมีการเปิดเผยผลสอบการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพของคณะกรรมการ 6 ชุด ที่ล้วนตอกย้ำความโปร่งใส ถูกต้องของ สปสช. แต่แทนที่เรื่องจะคลี่คลายทุกฝ่ายถอยเข้ามุมไปตามกติกา กลับมีคลื่นใต้น้ำกระเพื่อมหนักขึ้นอีก ท่ามกลางกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ข่าวที่ว่ารัฐบาลอาจจะออกมาตรการให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาโปะไม่ให้ต้องใช้งบประมาณมากไปกว่านี้ หรือการที่มีผู้เสนอทำเป็นสหกรณ์สุขภาพ เป็นต้น

ในขณะที่ สปสช.ก็งัดตัวเลขมาแสดง ยืนยันว่าหลักประกันสุขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เป็นระบบสวัสดิการที่รัฐควรจัดให้กับประชาชน การทำระบบหลักประกันจะหนุนให้เศรษฐกิจและสังคมมีความมั่นคง แม้จะใช้งบประมาณมากและต่อเนื่อง แต่ก็สามารถบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพได้ โดยหัวใจสำคัญคือ ต้องคงไว้ซึ่งหลักการบริการสุขภาพเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ระบบ “สงเคราะห์”

ในสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะอยู่บนเหตุผลใด จะเลือกใช้ข้อมูลหรือความเชื่อชุดใดในการชี้ขาดอนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพ ห้วงเวลานี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของเครือข่ายหลักประกันสุขภาพ และวัดใจรัฐบาลทหารว่าจะมีวิสัยทัศน์หรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสังคมอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน