
รีดรายได้อืด รัฐแบกหนี้อุ้มเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2558 ผ่านมาแล้ว 9 เดือน ถือว่าอาการอยู่ในภาวะย่ำแย่ เก็บรายได้ทั้งหมดได้ 1.63 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 6.55 หมื่นล้านบาท
ถึงตอนนี้กระทรวงการคลังมีการประมาณการภายในว่า การเก็บรายได้รัฐบาลทั้งปีงบประมาณ 2558 จะต่ำกว่าเป้าหมายถึง 1.6 แสนล้านบาท แต่จะมีการเรียกเก็บเงินจากรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ และภาษีการพนันจากกระทรวงมหาดไทย นำส่งให้กระทรวงการคลังเพิ่มรวมกันเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้คาดว่าจะต่ำกว่าเป้าเหลือ 5-6 หมื่นล้านบาท
การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการทำตัวเลขทางบัญชีให้ดูดีขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้การเบิกจ่ายของประเทศมีปัญหามีรายได้ไม่พอรายจ่ายอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาเพิ่มขึ้น
สถานการณ์เก็บรายได้ขณะนี้จึงต้องถือว่ายิ่งนับวันก็ยิ่งแย่ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวรุนแรง และเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ยังมีปัญหาไม่สามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
หากดูในรอบการเก็บรายได้ 9 เดือนของปีงบประมาณ 2558 พบว่า การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าเป้าถึง 6.05 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารายได้กำไรของบริษัทห้างร้านหายไปมากจากภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ด
ขณะที่การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งเป็นรายได้ก้อนใหญ่ของประเทศ ยอดจัดเก็บต่ำกว่าเป้า 4.22 หมื่นล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากภาษีแวตที่เก็บจากการนำเข้าต่ำกว่าเป้าหมายมาก เนื่องจากราคาน้ำมันต่ำลง และอีกส่วนมาจากการนำเข้าที่ประมาณการว่าปีงบประมาณ 2558 จะขยายตัวได้ 6% แต่ผ่านไปถึงตอนนี้การนำเข้าติดลบไปถึง 6%
ด้านภาษีสรรพสามิตรถยนต์ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 1.77 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่า การบริโภคสินค้าคงทนยังไม่ฟื้นตัว ส่วนหนึ่งจากมาตรการรถคันแรกของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนไม่ต้องการซื้อรถใหม่ อีกส่วนหนึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาภัยแล้งทำให้รายได้เกษตรกรหดหาย กำลังซื้อเหือดแห้งตาม
แนวโน้มการเก็บรายได้ดังกล่าว ทำให้ประเมินการเก็บรายได้ครึ่งปีหลัง 2558 ซึ่งเป็นรอยต่อไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2558 และไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2559 ย่ำแย่หนักหนาสาหัส
เมื่อไปดูการประเมินการเก็บรายได้ปี 2558 ที่จัดทำในปี 2557 พบว่า ตอนเริ่มต้นคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโต 3-4% แต่เอาเข้าจริงเศรษฐกิจปี 2557 ขยายตัวได้ 0.7% ส่วนปี 2558 ตอนนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ส่งผลให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลอยู่ภาวะต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก
ยิ่ง สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ออกมาบอกว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้น้อยกว่าครึ่งปีแรก โดยครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ 2.6% ยิ่งส่งผลกระทบการเก็บรายได้ครึ่งปีหลังให้แย่กว่าครึ่งปีแรกตามไปด้วย
นอกจากนี้ การที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจยังเร่งไม่ขึ้น ทั้งการลงทุน ที่ภาคเอกชนไม่ลงทุนเพิ่ม การส่งออกที่ติดลบ ทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่มีผลประกอบการไม่ดี การเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลังจึงอยู่ในภาวะที่หวังไม่ได้
ขณะที่การเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็มีความเสี่ยงที่จะย่ำแย่ตาม จากรายได้คนทำงานไม่เพิ่ม และแรงงานจำนวนไม่น้อยมีรายได้ลดลง เพราะผู้ประกอบการรัดเข็มขัด ไม่จ้างงานเพิ่ม ลดเงินค่าจ้างล่วงเวลา เป็นต้น ล้วนแล้วแต่กระทบรายได้ของผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาทั้งนั้น
ดังนั้น การเก็บรายได้ของประเทศในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะฝืดเคืองอย่างหนัก ขณะที่กรมภาษีทั้งสามกรม คือ สรรพากร สรรพสามิต และศุลกากร ต่างเพิ่มประสิทธิภาพกันแทบจะถึงขีดสุด แต่การเก็บรายได้ของประเทศขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในภาวะที่เศรษฐกิจยิ่งวันยิ่งถอยอย่างที่เป็นอยู่ การเก็บรายได้ของรัฐก็อยู่ในภาวะเข็นไม่ขึ้น
วิกฤตรายได้ของประเทศถือว่าส่งสัญญาณมานาน เนื่องจากรายได้ไม่พอกับรายจ่าย ต้องมีการทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องมานานนับ 10 ปี
แต่ทว่าภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและชะลอตัวลงค่อนข้างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บรายได้ของประเทศทรุดหนัก ส่งผลให้การกู้เงินเพื่อทำงบประมาณขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในปีงบประมาณ 2558 มีการทำงบประมาณขาดดุล 2.5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ 2559 มีการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มเป็น 3.9 แสนล้านบาท เนื่องจากรายได้ของประเทศแทบจะไม่ขยายตัวจากปีก่อน แต่การใช้จ่ายเงินงบประมาณกลับยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งรายจ่ายประจำ รายจ่ายจากการใช้หนี้ที่กู้ไปทำโครงการประชานิยม และรายจ่ายจากการขยายการลงทุนของประเทศ
สำหรับงบประมาณ 2560 สมหมายได้ส่งสัญญาณว่า อาจจะต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกเป็น 4 แสนล้านบาท เนื่องจากการเก็บรายได้ของประเทศยังได้น้อย เพราะการปฏิรูปภาษียังติดขัด ประกอบกับเศรษฐกิจโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ มีความจำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากอุ้มเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและขยายตัวได้สูงในลำดับต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ การกู้เงินจำนวนมากๆ เพื่ออุ้มเศรษฐกิจก็ถือเป็นโอกาสที่ดี แต่การกู้เงินจำนวนมากก็ต้องคำนึงถึงการก่อหนี้ภาพรวมของประเทศ ถึงแม้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ 42% ของจีดีพี แต่การกู้เงินมาโปะรายได้ของประเทศต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ จะเป็นอีกตัวที่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศเร่งตัวขึ้น จนถึงเกินกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี
ทั้งนี้ การอุ้มเศรษฐกิจด้วยการก่อหนี้ เป็นหนทางที่พึ่งได้ชั่วคราวเท่านั้น การบริหารเศรษฐกิจให้ยั่งยืนหนีไม่พ้นต้องปรับโครงสร้างการหารายได้ของประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศให้มีเพียงพอกับรายจ่าย
แต่การทำงานที่ผ่านมากว่า 1 ปี ของรัฐบาลต้องยอมรับว่าการปฏิรูปภาษีไม่เข้าเป้า การเก็บภาษีมรดก ออกกฎหมายก็ไม่สามารถเก็บได้จริง การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังถูกดอง การเก็บภาษีแวตยังต้องคงไว้อัตราเดิม 7% ไปอีก 1 ปี ไม่สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 10% ได้ ทำให้แผนการขยายรายได้ของประเทศผิดเป้า
รัฐบาลปัจจุบันรู้ดีว่า การปฏิรูปภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประเทศเป็นเรื่องยาก เป็นของแสลงของบรรดานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
แต่ก็น่าคิดว่า รัฐบาลชุดนี้ที่มีอำนาจเต็มที่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปภาษี ปฏิรูปการหารายได้อย่างจริงจัง รายได้ของประเทศก็มีโอกาสตกอยู่ในวิบากกรรม ยิ่งนับวันยิ่งอ่อนแอ ส่งผลให้การบริหารเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา ไม่มีกระสุนขับเคลื่อน ไม่ต่างอะไรกับรถยนต์ที่น้ำมันใกล้จะหมด แต่ไม่มีเงินจะเติมน้ำมันเพิ่ม จนต้องจอดนิ่งอยู่เฉยๆ







