
ฝืนกระแสรุมเร้าไม่ไหว บิ๊กตู่ต้องปรับครม.
กระแสปรับครม. กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงนี้ ที่รัฐบาล -คสช. กำลังสะบักสะบอมจากปัญหารุมเร้ารอบด้าน ฉุดให้คะแนนนิยม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงนี้ ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมจากปัญหารุมเร้ารอบด้าน ฉุดให้คะแนนนิยม คสช.ไปจนถึงภาวะผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
การปรับเปลี่ยนตัวทีมบริหารจึงถือเป็นอีกทางเลือกซึ่งสามารถบรรเทาแรงกดดันที่รุมเร้าไม่ให้พุ่งเป้ามายัง พล.อ.ประยุทธ์ เพียงฝ่ายเดียว แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะการขยับปรับเปลี่ยนแต่ละครั้งย่อมนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่หากควบคุมไม่ดีย่อมบานปลายสุ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.
ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยน ครม.เพื่ออุดช่องโหว่ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารมีอยู่เป็นระยะ แต่ก็ยังไม่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
จนกระทั่งรอบนี้ที่ทุกอย่าง “สุกงอม” ได้ที่ ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ตกสะเก็ด ผ่านมาปีกว่าดัชนีชี้วัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจีดีพี ตัวเลขส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่น ฯลฯ ยังไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ก่อนจะเจอปัญหาแทรกซ้อนซ้ำเติมสถานการณ์ให้หนักขึ้น
อีกแรงบีบสำคัญยังมาจากฟากนักธุรกิจ นักลงทุน ที่เห็นว่าระยะเวลาปีกว่ารัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่อาจเข็นเศรษฐกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้น จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนเปิดทางให้คนใหม่เข้ามาเสริมทีมเร่งสร้างผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง
สอดรับกับผลสำรวจจาก “กรุงเทพโพลล์” เรื่อง “ปรับ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ฟื้นความเชื่อมั่นประชาชน” กลุ่มตัวอย่าง 59.8% เห็นด้วยกับการปรับ ครม. เพราะเริ่มไม่เชื่อมั่นในความสามารถของ ครม.ชุดปัจจุบัน มีเพียง 24.3% ไม่เห็นด้วย เพราะ ครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานได้ดีอยู่ ขณะที่อีก 15.9% ไม่แน่ใจ
เป้าใหญ่ที่กลุ่มตัวอย่าง 74.4% ต้องการให้ปรับมากที่สุด คือ กระทรวงด้านเศรษฐกิจ รองลงมาเป็นกระทรวงด้านสังคมและคุณภาพชีวิต 38.6% และกระทรวงด้านการบริหารจัดการและการบังคับใช้กฎหมาย 26.6%
ยิ่งล่าสุดเกิดประเด็นคลิปหลุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ออกมาวิจารณ์ นายกฯ ไม่รู้ ไม่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ ในการประชุมสมาคมธนาคารไทย เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ว่ากันว่าอาจเร่งเชื้อให้เกิดการปรับ ครม.ได้ง่ายขึ้น
จนทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ต้องรีบออกมาปฏิเสธข่าว เสียงดังฟังชัด “นายกฯ รู้เรื่องเศรษฐกิจจะตาย ผมจะไปพูดให้ยุ่งยากทำไม” พร้อมทิ้งปมว่า “ต้องมีกระบวนการปล่อยข่าว”
จังหวะเดียวกับที่มีข่าวปล่อยว่า สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ จนเจ้าตัวต้องออกมาสยบข่าวลือ ไม่เคยเขียนหนังสือลาออก และ
นายกฯ ก็ไม่เคยสั่งให้เขียนใบลาออก
ทั้งแรง “กดดัน” และ “แรงแซะ” ที่รุมเร้าเวลานี้ ทำให้โอกาสปรับ ครม.รอบนี้มีความเป็นไปได้สูง แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ดูจากรายชื่อแคนดิเดตที่ปรากฏออกมาเวลานี้ โดยเฉพาะในส่วนของทีมเศรษฐกิจ อาทิ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วรพล โสคติยานุรักษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงแนวคิดการดึง สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกฯ มาเป็น รมว.ต่างประเทศ แทน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร
แม้หลายคนจะมีความรู้ความสามารถ แต่การเปลี่ยนม้ากลางศึก นอกจากจะสุ่มเสี่ยงทำให้งานหลายเรื่องที่ทำมาต้องสะดุดก่อนจะเห็นผลสัมฤทธิ์แล้ว ยังอาจทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพ
ยิ่งมีแนวคิดเตรียมดึงอดีตนักการเมืองเข้ามาร่วมรัฐบาล สุวัจน์ ลิปตพัลลภ พินิจ จารุสมบัติ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ หรืออดีต รมต.จากฝั่งประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้รับการยอมรับหรือทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น
งานนี้จึงถือเป็นการวัดใจ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีอำนาจชี้ขาดว่าจะปรับเปลี่ยนตำแหน่งไหนอย่างไร เพื่อที่จะรักษาความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่อาจปล่อยให้ชักช้า แต่ต้องรีบทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อไม่ให้สะเทือนทั้งความเชื่อมั่นของรัฐมนตรีปัจจุบันที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่
เพราะหากมีข่าวว่าจะถูกปรับออก ย่อมทำให้งานต่างๆ ในมือจะยิ่งติดขัด หรือไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายต่างๆ ที่จะต้องช่วยขับเคลื่อนจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าหากมีรัฐมนตรีใหม่จะยังคงเดินหน้าทำตามแนวนโยบายเดิม ไม่ใช่เริ่มต้นนโยบายใหม่
ยิ่งกว่านั้นไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าหากสุดท้ายตัดสินใจปรับ ครม.แล้วสถานการณ์ด้านต่างๆ ไม่ดีขึ้น แรงกดดันทุกอย่างย่อมย้อนกลับมายัง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแถมยังต้องแบกรับความรับผิดชอบกับทุกผลลัพธ์ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







