
กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศอาเซียน (ตอนที่ 2)
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ในฉบับที่ผ่านมาได้เขียนถึงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของอาเซียน โดยเริ่มด้วยตัวอย่างกฎหมายเครื่องหมายการค้า และได้เขียนไว้ว่า เป็นการหยิบเฉพาะประเด็นใหญ่ที่สำคัญๆ ขึ้นมา เพื่อจะได้ทราบไว้เป็นแนวทาง แต่ไม่สามารถจะลงในรายละเอียดได้ เพราะจะเปลืองเนื้อที่มากและเป็นวิชาการมากเกินไป และเพิ่งจะยกประเด็นเรื่องของระบบการให้ความคุ้มครองว่าอาเซียนส่วนใหญ่นั้น การให้ความคุ้มครองเป็นระบบการจดทะเบียน ยกเว้นสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่เป็นไปตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีก็พอดีหมดเนื้อที่
ในครั้งนี้จึงขอย้ำหลักการของกฎหมายเครื่องหมายการค้า หรือแม้แต่สิทธิบัตร นั่นก็คือ “จดที่ไหนคุ้มครองที่นั่น” หมายความว่า หากจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ประเทศไทย เครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะประเทศไทย หรือหากจดเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เครื่องหมายการค้านั้นจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นต้น ซึ่งในกรณีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่ใช้กฎหมายจารีตประเพณี ก็ต้องมีการใช้สินค้าที่มีเครื่องหมายการค้านั้นจริงในท้องตลาดของประเทศพม่าด้วย
ประเด็นต่อมาคือ การใช้ระบบอะไรคุ้มครอง เช่น ในกรณีของประเทศไทยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้ามีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นระบบยื่นก่อน มีสิทธิดีกว่า หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า First to file system โดยประเทศที่ถือระบบ First to file นี้นอกจากไทยก็มีประเทศฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ราชอาณาจักรกัมพูชา และบรูไนดารุสซาลาม (วันที่ยื่นคำขอจดทะเบียนจะได้รับการคุ้มครอง) ส่วนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาไม่ได้มีระบบ First to File เนื่องจากดูการใช้จริงในท้องตลาด เพื่อเป็นการชี้ให้ผู้ซื้อเห็นว่าสินค้าภายใต้เครื่องหมายดังกล่าวผลิตมาจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดยเฉพาะ เครื่องหมายการค้าก็จะเป็นเอกสิทธิ์ของบริษัทนั้นๆ และบุคคลอื่นไม่มีสิทธิที่จะลอกเลียนเครื่องหมายการค้านั้น หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเครื่องหมายการค้านั้น จึงน่าจะจัดอยู่ในระบบที่เรียกว่า First to use System เช่นเดียวกับประเทศมาเลเซียก็ใช้ระบบ First to use ทั้งนี้ เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองในประเทศมาเลเซียก็เมื่อได้รับการจดทะเบียนแล้ว เช่นเดียวกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เครื่องหมายการค้าจะได้รับการคุ้มครองภายใน สปป.ลาวก็ต่อเมื่อได้รับการจดทะเบียนใน สปป.ลาวแล้วเท่านั้น
สำหรับขอบเขตหรือสิ่งที่ได้รับการคุ้มครองนั้นจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่หลักใหญ่ๆ คือ เครื่องหมายค้า (Trademark) และเครื่องหมายบริการ (Service Mark) จะได้รับความคุ้มครอง ในกรณีของประเทศไทยจะมีมากขึ้นอีกนิด คือ มีเครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) และเครื่องหมายร่วม (Collective Mark) ที่ได้รับการคุ้มครองด้วย เช่นเดียวกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่อินโดนีเซียไม่มีเครื่องหมายรับรอง มีแต่เครื่องหมายร่วม เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว ส่วนประเทศมาเลเซียนั้นให้การคุ้มครองเครื่องหมายรับรองและเครื่องหมายชุด
สำหรับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมามีความแตกต่างที่น่าสังเกต คือ นอกจากการให้ความคุ้มครอง เครื่องหมายค้า เครื่องหมายบริการแล้ว ยังให้การคุ้มครอง เครื่องหมายที่ใช้แสดงให้เห็นว่าสังหาริมทรัพย์ใดเป็นของบุคคลใดโดยเฉพาะ เรียกเครื่องหมายนั้นว่า “เครื่องหมายทรัพย์ (Property Mark) ซึ่งจะต้องมีลักษณะสำคัญคือบ่งเฉพาะ เช่นเดียวกับข้อกำหนดของเครื่องหมายการค้า
กรณีของประเทศบรูไนยังมีการรับรองเครื่องหมายร่วม เครื่องหมายรับรอง เช่นเดียวกับไทย และเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายไปทั่ว (Wellknow Mark) เครื่องหมายสามมิติ ซึ่งคือเครื่องหมายที่มีรูปร่าง รูปทรง มีความลึกแบบภาพสามมิติ หรือหีบบรรจุภัณฑ์ด้วย
สำหรับอายุการคุ้มครองนั้น แทบจะทุกประเทศสมาชิกอาเซียนที่ให้การคุ้มครองคราวละ 10 ปี และเปิดโอกาสให้ต่ออายุได้ ยกเว้นสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาที่ไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายว่าจะให้การคุ้มครองกี่ปี แต่ในทางปฏิบัติ ตัวแทนเมียนมามักจะแนะนำให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ยื่นคำแถลงแสดงความเป็นเจ้าของเครื่องหมาย การค้าพร้อมลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นทุก 2 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็น AEC ปลายปี พ.ศ. 2515 นี้แล้ว และหากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าเป็นสมาชิกปฏิญญามาดริดกันครบถ้วนทุกประเทศ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะมีความสะดวกขึ้น กล่าวคือสามารถจะจดผ่าน WIPO (World Intellectual Property Organization) ได้ เช่น เมื่อมาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศไทยก็สามารถจะเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศใดอีกก็ระบุประเทศลงไป โดยไม่ต้องเดินทางไปจดทะเบียนในประเทศนั้นๆ อีก ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีของการจดสิทธิบัตรผ่าน PCT (Patent Cooperation Treaty)







