posttoday
หลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่นโยบายประชานิยมของทักษิณ

หลักประกันสุขภาพ ไม่ใช่นโยบายประชานิยมของทักษิณ

22 กรกฎาคม 2558

ปี 2545 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ประกาศทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยนำเอา “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ที่พัฒนาขึ้นจากการทำงานวิจัยของคณะของนักปฏิรูประบบสุขภาพที่มี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้นำ มาใส่ปกใหม่ ใส่ป้ายยี่ห้อ “30 บาทรักษาทุกโรค” เข้าไป กลายเป็นนโยบายที่ได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ปี 2545 รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ประกาศทำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โดยนำเอา “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ที่พัฒนาขึ้นจากการทำงานวิจัยของคณะของนักปฏิรูประบบสุขภาพที่มี นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผู้นำ มาใส่ปกใหม่ ใส่ป้ายยี่ห้อ “30 บาทรักษาทุกโรค” เข้าไป กลายเป็นนโยบายที่ได้ใจรากหญ้าไปเต็มๆ

ด้วยวลีที่หวือหวา ภาษาที่เข้าใจและจดจำง่าย “30 บาทรักษาทุกโรค” กลายเป็น “ตราสินค้า” ที่คนรู้จัก แทนคำว่า “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” แม้ว่าหลายปีมานี้จะเปลี่ยนเป็นรักษาฟรี ไม่มีการเรียกเก็บ 30 บาทอีกต่อไป แต่คนจำนวนไม่น้อยก็ไม่ยอมลืมคำว่า 30 บาทรักษาทุกโรค

ครั้งหนึ่งในช่วงที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ได้ไปตรวจเยี่ยมสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำลังจะเปิดตัวโครงการที่พยายามจะดึงคลินิกเอกชนในกรุงเทพฯ มาร่วมให้บริการกับผู้ถือบัตรทอง เพื่อลดปัญหาคนไข้ไปกระจุกรอคิวตามโรงพยาบาลใหญ่ ทางฝ่ายการเมืองพยายามเสนอกับ นพ.สงวน เลขาธิการ สปสช. ในตอนนั้นว่าให้เรียกโครงการนี้ว่า “คลินิก 30 บาท” แต่ นพ.สงวน ก็ยืนยันใช้คำว่า “คลินิกชุมชนอบอุ่น”

แต่ถึงอย่างนั้น ภาพจำของทักษิณกับ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ติดตัวระบบหลักประกันสุขภาพตลอดมา ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แม้ว่าจะบริหารโดยกรรมการที่มีส่วนร่วมหลายฝ่ายถ่วงดุลอำนาจกัน และได้สร้างผลงานจนเป็นโครงการที่ประชาชนชื่นชอบพอใจมากที่สุดมาตลอด แต่ก็มักจะมีคนหยิบนโยบายนี้มาหามุมที่จะลบ จะปรับ จะล้ม อยู่ตลอดเวลา เพราะเข้าใจว่า หากต้องการให้คนลืมทักษิณก็ต้องลบผลงานของทักษิณให้หมดไป โดยพยายามชี้ชวนให้ผู้หลักผู้ใหญ่ให้คิดว่า นี่คือนโยบายประชานิยมเอาใจรากหญ้าที่เป็นภาระทางการเงินของประเทศ

ประกอบกับมีความไม่ราบรื่นในการประสานทำงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข กับ สปสช. เพราะมีการได้และเสียอำนาจในการบริหารเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ และมีฝ่าย
ที่เสียผลประโยชน์จากการที่ประชาชนมีหลักประกันสุขภาพ ดังนั้นจึงมีข่าวโจมตี สปสช.มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นว่าทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าขาดทุนจริงหรือไม่ ถ้าจริงเป็นเพราะอะไร หรือแม้แต่การร้องเรียนจนเกิดการตรวจสอบการบริหารเงินของ สปสช.หลายครั้ง โดย สปสช.ซึ่งตั้งรับเป็น “สีทนได้” มานาน ระยะหลังก็เริ่มที่จะตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ชกกลับบ้างเป็นระยะ

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยนั้น ได้รับการยกย่องจากนานาชาติว่าเป็นระบบที่พิสูจน์ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศร่ำรวยก็สามารถทำให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ และทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีภายใต้งบประมาณที่จำกัดด้วยซ้ำ ซึ่งในเรื่องนี้ ศ.อมรรตยะ เสน (Amartya Kumar Sen)นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ได้ระบุจุดเด่นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย ว่า ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของประเทศที่สามารถทำเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้สำเร็จในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากให้คำมั่นสัญญาจากฝ่ายการเมืองและการผลักดันร่วมของภาคประชาสังคมและนักวิชาการที่เข้มแข็ง

นอกจากนั้น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้นยังมีข้อได้เปรียบอีกอย่างคือ เป็นระบบบริการสุขภาพที่มุ่งเน้นไปยังสิ่งที่จำเป็นแต่มักจะถูกละเลยนั่นก็คือบริการระดับปฐมภูมิซึ่งถือว่าเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่เป็นบริการแบบผู้ป่วยนอกที่มีค่าใช้จ่ายไม่มากนัก เป็นการดูแลรักษาตั้งแต่ระยะแรกของการเกิดโรค ในกรณีที่ไม่มีการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วการดำเนินของโรคมักจะถูกปล่อยให้มีการลุกลามหรือมีการพัฒนาของโรคไปในขั้นที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้มีค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นตามไปด้วย และได้ระบุว่าประเทศไทยได้ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ กล่าวคือ เมื่อมีการดำเนินนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการดำเนินนโยบายส่งเสริมป้องกันโรคก่อนที่จะป่วย ความต้องการการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงได้ลดลงอย่างมาก

ขณะที่ต่างประเทศให้การชื่นชม แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ภายในประเทศกลับแตกต่างกัน และมีภาพของความขัดแย้ง แม้ทุกฝ่ายตระหนักดีว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ประชาชนได้ประโยชน์ แต่ความขัดแย้งก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง และดูเหมือนจะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพหยุดชะงัก ล่าสุด มีการเปิดเผยผลสอบการใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพของคณะกรรมการ 6 ชุด ที่ล้วนตอกย้ำความโปร่งใส ถูกต้อง ของ สปสช. แต่แทนที่เรื่องจะคลี่คลายทุกฝ่ายถอยเข้ามุมไปตามกติกา กลับมีคลื่นใต้น้ำกระเพื่อมหนักขึ้นอีก ท่ามกลางกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น ข่าวที่ว่ารัฐบาลอาจจะออกมาตรการให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาโปะไม่ให้ต้องใช้งบประมาณมากไปกว่านี้ หรือการที่มีผู้เสนอทำเป็นสหกรณ์สุขภาพ เป็นต้น ในขณะที่ สปสช.ก็งัดตัวเลขมาแสดงยืนยันว่าหลักประกันสุขภาพเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เป็นระบบสวัสดิการที่รัฐควรจัดให้กับประชาชน การทำระบบหลักประกันจะหนุนให้เศรษฐกิจและสังคมมีความมั่นคง แม้จะใช้งบประมาณมากและต่อเนื่องแต่ก็สามารถบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพได้ โดยหัวใจสำคัญคือต้องคงไว้ซึ่งหลักการ บริการสุขภาพเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ระบบ “สงเคราะห์”

ในสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าการตัดสินใจของรัฐบาลจะอยู่บนเหตุผลใด จะเลือกใช้ข้อมูลหรือความเชื่อชุดใดในการชี้ขาดอนาคตของระบบหลักประกันสุขภาพ ห้วงเวลานี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของเครือข่ายหลักประกันสุขภาพ และวัดใจรัฐบาลทหารว่าจะมีวิสัยทัศน์หรือให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์และสังคมอย่างไร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท