
เชียงใหม่เสี่ยงวิกฤตแล้ง จ่อประกาศภาวะฉุกเฉินคุมน้ำ
สถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่เริ่มบรรเทาลง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ภัยแล้งในหลายพื้นที่เริ่มบรรเทาลง ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร ชาวนาที่เคยวิตกปัญหาขาดน้ำเลี้ยงต้นข้าวก็คลายกังวลลงไปได้ แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังไม่น่าวางใจ หลายพื้นที่ยังเสี่ยงภัยแล้ง โดยเฉพาะเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวอย่าง จ.เชียงใหม่
เจนศักดิ์ ลิมปิติ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขณะนี้แม้จะมีฝนตก แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนยังลดลงต่อเนื่อง มีน้ำไหลเข้าเล็กน้อย ขณะที่การระบายออกมีมากกว่า 5 เท่า ปริมาณน้ำสำรองสามารถใช้ถึงสิ้นเดือน ส.ค.นี้
“หากไม่มีฝนตลอดปีนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ขณะนี้ต้องขอความร่วมมือร่วมกันประหยัดอย่างเต็มที่” ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าว
เจนศักดิ์ เปิดเผยว่า เขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ถือว่าอยู่ในห้วงค่อนข้างวิกฤต เหลือปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ต้องชี้แจงต่อเกษตรกรในพื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ ชะลอการเพาะปลูกออกไปอีกถึงต้นเดือน ส.ค. อย่างไรก็ตามช่วงต้นเดือน ส.ค.นี้จะมีการประชุมปรับแผนบริหารจัดการน้ำอีกครั้ง หลังจากคาดการณ์ว่าฝนจะเริ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากสถานการณ์น้ำยังเป็นเช่นนี้ ในปีหน้าจะรุนแรงถึงขั้นวิกฤตหนักในด้านการเกษตร โดยจะไม่ให้กระทบกับการอุปโภคบริโภค
“ปัจจุบันปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 53% ปริมาณน้ำเฉลี่ยสะสมในแม่น้ำปิงก็น้อยกว่าค่าเฉลี่ย 84% ขณะที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลมีปริมาณลดลงทุกวันเหลือ 51 ล้าน ลบ.ม. หรือ 19% ของความจุ ส่วน 12 อ่างขนาดกลางมีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 9.8 ล้าน ลบ.ม. หรือ 11% ปริมาณน้ำที่มีอยู่ถือว่าน้อยมาก” เจนศักดิ์ กล่าว
ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม้จะมีฝนตกลงมา แต่สถานการณ์ก็ยังไม่น่าวางใจ เอกศิษฐ์ ศักดีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ระดับน้ำเหนือเขื่อนที่เพิ่มจนพ้นระดับวิกฤตขึ้นมาได้นั้น เป็นผลมาจากได้รับปริมาณน้ำฝนที่ตกเหนือเขื่อนพื้นที่ จ.นครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุทัยธานี ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วง 24 ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 25 เซนติเมตร ส่งผลให้อยู่ที่ระดับ 14.07 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พ้นจุดวิกฤตเป็นครั้งแรกในรอบ 5 สัปดาห์ แต่เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำเท่าเดิมที่ 90 ลบ.ม./วินาที เพื่อช่วยผลักดันน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำ และใช้เป็นน้ำดิบผลิตน้ำประปาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
“เขื่อนเจ้าพระยาได้ปรับลดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกลง 50% ยังต้องขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดสูบน้ำจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อให้น้ำต้นทุนมีเพียงพอโดยไม่กระทบกับน้ำอุปโภค-บริโภคของประชาชน”เอกศิษฐ์ กล่าว
สถานการณ์ภัยแล้งนั้น ยังไม่อาจวางใจได้ว่าผ่านพ้นจากจุดวิกฤตมาแล้ว







