
ปปช.จ่อประกาศขึ้นบัญชีดำเอกชนห้ามรับงานรัฐ
ปปช.เตรียมประกาศขึ้นบัญชีดำเอกชนห้ามรับงานรัฐ หลังเมินประกาศราคากลางตามกม. พบมีเงินรั่วไหล20-30%
ปปช.เตรียมประกาศขึ้นบัญชีดำเอกชนห้ามรับงานรัฐ หลังเมินประกาศราคากลางตามกม. พบมีเงินรั่วไหล20-30%
เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ นนทบุรี นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป.ป.ช. เปิดการสัมมนาเรื่องแนวทางปฏิบัติของคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำและแสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการส่วนกลาง ที่จัดโดยศูนย์กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และมีเอกชนคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐกับนักตรวจบัญชี กว่า 300 คน เข้าร่วมสัมมนา
นายภักดี กล่าวถึงมาตรการเสริมด้านการป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ว่า มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)มีคำสั่งแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยมอบนโยบายในการจัดทำงานประมาณ รายจ่ายประจำปี 2558 ว่าต้องจัดทในลักษณะบูรณาการ จำนวน 13 เรื่อง เป็นแผนงานป้องกัน ปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบภาครัฐ ซึ่งถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญและต้องกำหนดไว้ในแผนงบประมาณฯ พร้อมกับมอบให้ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานตามแผนดังกล่าว เน้นเรื่องการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการตรวจสอบเฝ้าระวัง สร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง สกัดกั้นการทุจริต ประพฤติมิชอบ พร้อมย้ำว่า หากพบเจ้าหน้าที่ หรือ หัวหน้าส่วนราชการทุจริต ให้ดำเนินการมาตรการทางวินัย การปกครอง และกฎหมาย เพื่อลงโทษเฉียบขาดรวดเร็ว
นายภักดี กล่าวว่า เงินที่ประเทศใช้จ่ายงบลงทุนปีละ 6-7 แสนล้านบาทในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ในจำนวนนี้เกิดความสูญเปล่าไม่น้อยโดบกว่า 20-30%ได้หายไปในการทุจริต ซึ่งแทนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศแต่กลับถูกนำไปเป็นประโยชน์ของคนส่วนน้อย แต่ขณะนี้มีมาตรการที่จะดำเนินการอย่างเฉียบขาดขึ้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 103/7 ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดทำข้อมูลรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะราคากลาง และการคำนวณราคากลางไว้ในระบบข้อมูลอิเลคทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าตรวจได้ และในกรณีที่มีการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับบุคคลที่เป็นคู่สัญญาของรัฐ ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปมีหน้าที่แสดงบัญชีรายการรับจ่ายของโครงการต่อกรมสรรพากร ซึ่งหากคู่สัญญาของรัฐไม่ดำเนินการ จะถูกขึ้นบัญชีประกาศไว้ในฐานข้อมูล ซึ่งคู่สัญญารายนั้นจะถือว่าขาดคุณสมบัติในการรับงานของหน่วยงานรัฐ ที่จะไม่สามารถรับงานของรัฐได้อีกต่อไปไม่ว่ากรณีใดๆ โดยในเร็วๆนี้ป.ป.ช.จะประกาศรายชื่อผู้ถูกขึ้นบัญชี
จากนั้นนายภักดี ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ถูกขึ้นบัญชีนั้นมีจำนวนกว่า 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเอกชนที่เพิ่งเปิดกิจการขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจจะยังไม่ทราบหลักเกณฑ์ตรงนี้จึงยังไม่มีการแสดงบัญชีรายรับจ่ายมาอย่างครบถ้วนจึงทำให้ตรวจพบว่ามีจำนวนมากพอสมควร แต่เมื่อมีการแสดงบัญชีรายรับจ่ายมาก็จะได้รับการปลดออกจากการขึ้นบัญชีดังกล่าวไปไม่เหมือนกับผู้ทิ้งงานที่จะเสียสถานะไปทันที ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ในการประกาศรายชื่อผู้ถูกขึ้นบัญชีในวันที่ 28 ก.ค.นี้







