
ฝนกระหน่ำบรรเทาแล้ง กรมชลฯระบายน้ำชาวนา
ฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาหลายวัน ช่วยให้สถานการณ์ภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาบรรเทาลง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาหลายวัน ช่วยให้สถานการณ์ภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาบรรเทาลง สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ภัยแล้งหลายพื้นที่เบาบางลง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน เกษตรกรลงมือเพาะปลูกได้ มีน้ำขังในแปลงนา แต่ภาคกลางตอนล่างยังมีฝนตกไม่มากนัก จำเป็นต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ โดยจะนำน้ำส่วนเกินจากการบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคที่เกิดความมั่นคงแล้ว จัดส่งให้แก่เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนตามลำดับความสำคัญ
“ลำดับแรกคือนาข้าวที่กำลังตั้งท้อง โดยกรมชลฯ จะเอกซเรย์ข้อมูลร่วมกับเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อจัดทำแผนภายในเที่ยงของวันที่ 21 ก.ค. เพื่อดำเนินการกระจายน้ำให้เกษตรกรโดยเร็ว และตรงพื้นที่เป้าหมาย อย่างช้าไม่เกินเช้าวันที่ 22 ก.ค. เกษตรกรจะสามารถสูบน้ำเข้าพื้นที่นาได้ เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสิงห์บุรี”
รองอธิบดีกรมชลฯ กล่าวอีกว่า พื้นที่เพาะปลูกที่จะได้รับน้ำลำดับถัดไป ได้แก่ สวนไม้ผล และสวนกล้วยไม้ นาข้าวที่ใกล้ตั้งท้องอายุต่ำกว่าอาทิตย์ที่ 8 ลงมา หรือนาข้าวที่ต่ำกว่าอาทิตย์ที่ 6-4 และลำดับสุดท้ายคือนาข้าวอายุต่ำกว่าอาทิตย์ที่ 4 ลงมา ซึ่งพื้นที่เสียหายอาจไม่ถึง 1.4 ล้านไร่
“จากการประเมินของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าสิ้นเดือนนี้จะพ้นวิกฤตแล้งจากฝนทิ้งช่วงแล้ว จากสถิติฝน 90 ปี กรมชลฯ มั่นใจว่าพอเข้าเดือน ส.ค. ทุกปีต้องมีฝนตก เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในโซนฝน ได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมเป็นหลัก คาดการณ์ว่าสิ้นฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ 3,500 ล้าน ลบ.ม. ส่วนพายุยังไม่มีวี่แววในปีนี้ อาจไม่มีเข้าแม้แต่ลูกเดียว”
สุเทพ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลักมีสัญญาณที่ดี โดยเขื่อนภูมิพลมีน้ำไหลเข้าแล้วที่ 19 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เขื่อนสิริกิติ์ก็มีน้ำไหลเข้าแล้ว 119 ล้าน ลบ.ม. และในวันที่ 21 ก.ค.นี้ จะมีฝนจาก จ.น่าน ไหลเข้าเติมเพิ่มขึ้น ขณะที่การคาดการณ์ปริมาณฝนจะยังมีต่อเนื่องแต่จะเบาบางลงในวันที่ 22-23 ก.ค. และมีฝนอีกครั้งในวันที่ 24 ก.ค.จนถึงปลายเดือน ก่อนจะเบาบางลงในช่วงวันที่ 1-5 ส.ค. และตกเพิ่มขึ้นหลังวันที่ 5 ส.ค.เป็นต้นไป น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศมีเพียงพอ 4 เขื่อนหลัก จะเริ่มระบายลดลงจากวันละ 19 ล้าน ลบ.ม. เหลือ 18 ล้าน ลบ.ม. ในวันที่ 22 ก.ค. รวมทั้งจะพยายามรักษาระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้ต่ำกว่าบวก 13.5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
รองอธิบดีกรมชลฯ กล่าวว่า ปริมาณน้ำท่าในปัจจุบันมีมากขึ้น น้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสักได้เองโดยไม่ต้องสูบน้ำ สามารถส่งน้ำช่วยเหลือการผลิตประปาใน อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี และลพบุรีได้ ส่วนของการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.เป็นต้นไป จะเพิ่มเป็น 95 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงอีกครั้ง ช่วงระหว่างวันที่ 30-31 ก.ค.นี้.
ด้าน ธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำฝั่งตะวันตกว่า ฝนยังคงตกน้อยกว่าทุกปี ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างแต่ยังคงเป็นปริมาณที่น้อยมาก เขื่อนศรีนครินทร์มีปริมาณน้ำที่สามารถนำไปใช้งานได้ 1,746.91 ล้าน ลบ.ม. หรือ 23.31% ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณมีน้ำใช้งานได้ 1,008.42 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17.2% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับปี 2558
“อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำต้นทุนของทั้งสองเขื่อนในปีนี้อาจส่งผลในช่วงฤดูแล้งปี 2559 ได้ จึงขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เนื่องจากระยะนี้ฝนยังทิ้งช่วง ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝนปีนี้ยังไม่มากเพียงพอ”
ขณะที่สถานการณ์ภาคตะวันออกยังคงไม่ดีนัก จิตรา พรหมชุติมา ผวจ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ภาวะภัยแล้งและน้ำเค็มหนุนแม่น้ำปราจีนบุรี ไม่สามารถใช้เพื่อการเกษตรกรรม หรือผลิตประปาได้ เนื่องจากค่าความเค็มสูงถึง 10 กรัม/ลิตร การแก้ไขระยะสั้นได้ประสานกรมชลฯ ขอน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชล ส่วนระยะยาวเร่งจัดหาพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในแต่ละตำบลเพื่อเป็นแหล่งน้ำจืดเมื่อเกิดภาวะน้ำเค็มหนุนแม่น้ำปราจีนบุรีต่อไป







