posttoday
อนุมัติใบอนุญาตวิทยุชุมชนแค่5ราย

อนุมัติใบอนุญาตวิทยุชุมชนแค่5ราย

07 กรกฎาคม 2553

 กว่า6พันรายผิดระเบียบต้องขอใหม่ กทช.ให้โอกาสรอบสองแก้ไข300วัน

โพสต์ทูเดย์ — วิทยุชุมชนผ่านเกณฑ์ได้ใบอนุญาตแค่ 5 ราย จาก 6,500 รายที่ทดลองออกอากาศ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ รักษาการเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า กทช.มีมติให้ใบอนุญาตวิทยุชุมชนชั่วคราว 1 ปี แก่ สถานีวิทยุชุมชน 5 แห่ง เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.สถานีวิทยุชุมชน Fab Radio อ.เมือง จ.ตรัง คลื่นความถี่ 102.50 MHz 2.สถานีวิทยุชุมชนคนด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย คลื่นความถี่ 104.50 MHz

3.สถานีวิทยุชุมชนคนจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ คลื่นความถี่ 99.25 MHz 4.สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนคลื่นความพอเพียงชุมชนตำบลหนองปล้อง อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร คลื่นความถี่ 96.00 MHz และ 5.สถานีวิทยุกระจายเสียงชุมชนคนเขาวงนาคู อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ คลื่นความถี่ 89.90 MHz

สถานีทั้ง 5 แห่ง เป็นผู้รับใบอนุญาตวิทยุชุมชนกลุ่มแรกในประเทศไทย หลังจากที่ กทช.ดำเนินการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน) พ.ศ. 2552 โดยมีเนื้อหาคือ ให้ผู้ประกอบการวิทยุชุมชนทั่วประเทศที่ประกอบการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายได้มาลงทะเบียนเป็นผู้ทดลองออกอากาศ ระยะเวลาออกอากาศ 300 วัน

นอกจากนี้ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กทช.กำหนด เช่น ดูแลเนื้อหาในการนำเสนอในรายการวิทยุ ไม่ให้มีข้อมูลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ต้องระมัดระวังอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ

ตลอดจนเนื้อหาที่นำมาเสนอต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือก่อให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในสังคม โดยต้องบันทึกการออกอากาศเก็บไว้อย่างน้อย 30 วัน ไม่หารายได้เข้าสถานีจากโฆษณาต่างๆ

การนำเข้าเครื่องส่งก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอนตามมาตรฐานที่กำหนด ไม่มีกำลังส่งสูงเกินกว่าที่ระบุไว้ เช่น ในเขตเทศบาลต้องมีรัศมีกระจายเสียงไม่เกิน 3 กม. พื้นที่รอบนอกไม่เกินรัศมี 20 กม. หรือในกรุงเทพฯ ไม่เกิน 1.5 กม. เป็นต้น

ปัจจุบันมีสถานีวิทยุชุมชนเปิดดำเนินการอยู่ทั่วประเทศประมาณ 8,500 แห่ง แต่มีผู้มาลงทะเบียนทดลองออกอากาศอย่างถูกต้องประมาณ 6,500 แห่ง และไม่ยอมมาลงทะเบียนเลยราว 2,000 แห่ง ซึ่งระยะเวลาทดลองออกอากาศได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ดังนั้น ปรากฏว่าในจำนวนผู้ทดลองออกอากาศ 6,500 รายนั้น มีผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์ตามระบุไว้และได้รับใบอนุญาตเพียง 5 รายข้างต้นเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังไม่ผ่านการพิจารณาจาก กทช. เนื่องจากพบว่ายังทำผิดเงื่อนไขในรายละเอียดอยู่หลายข้อของ กทช. ทั้งในเรื่องการมีเครื่องสัญญาณโดยไม่เสียภาษี มีรัศมีการออกอากาศเกินกว่าที่กำหนดและยังมีการหารายได้จากโฆษณา ถือว่าเข้าข่ายวิทยุเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่วิทยุชุมชนอย่างที่ถูกระบุไว้

กทช.จึงมีมติให้ขยายเวลาการทดลองออกอากาศออกไปอีก 300 วัน เพื่อให้โอกาสแก่สถานีเหล่านี้ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด ส่วนสถานีที่ไม่มาลงทะเบียนทดลองออกอากาศนั้น กทช.จะดำเนินการจับกุมต่อไป

พร้อมกันนี้ กทช.ยังอนุมัติใบอนุญาตเคเบิลทีวีเพิ่มอีก 3 ราย ประกอบด้วย 1.ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม.ที.เคเบิลทีวี 2.บริษัท พี.ที.วี. แหลมฉบัง และ 3.ห้างหุ้นส่วนจำกัด พนมมาศเคเบิลทีวี จากเดิมที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้ 24 ใบอนุญาต โดยในส่วนของเคเบิลทีวีนั้นมีผู้ลงทะเบียนทดลองออกอากาศประมาณ 800 ราย และผ่านการพิจารณาให้ใบอนุญาตเพียง 27 ใบอนุญาตดังกล่าวนักวิชาการ รุมเบรกรัฐสวัสดิการ ใช้ไฟ ขึ้นเมล์ฟรี แนะรัฐจัดประชาพิจารณ์ พร้อมเลิกมาตรการหาเสียงหวั่นกระทบฐานะการคลัง

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า รัฐควรเปิดให้มีการประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องและคนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ประชาชนที่เสียภาษีว่ามีความเห็นอย่างไรก่อนที่จะมีการตัดสินใจเดินหน้าโครงการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนแบบถาวร เช่น การใช้รถเมล์ฟรี , การลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกินเดือนละ 90 หน่วยต่อเดือน

ป้องกันไม่ให้การดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้มีคนที่ได้ประโยชน์กลุ่มเดียว แต่ส่งผลกระทบต่อคนที่เสียประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งเห็นว่า ผลจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะทำให้กลไกตลาดบิดเบือน คนที่เคยใช้ไฟไม่ถึง 90 หน่วยต่อเดือน ก็อาจเพิ่มปริมาณการใช้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่เพราะทำให้คนบริโภคมากเกินไป

รัฐบาลไม่ควรดูเพียงความสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้า จึงมีเงินพอที่จะทำโครงการนี้หรือไม่ เพราะรัฐบาลสามารถนำเงินที่จัดเก็บได้เกินกว่าเป้าหมายไปทำโครงการอย่างอื่นที่มีประโยชน์และตรงตามวัตถุประสงค์กับคำว่ารัฐสวัสดิการได้มากกว่า หรือควรไปดูว่าสวัสดิการที่คนยากจนจริงๆต้องการคืออย่างไร เช่น เรื่องการพัฒนาอาชีพ หรือการพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษา

“ควรถามคนอื่นๆที่ได้รับลผกระทบด้วยว่าเห็นด้วยหรือไม่ เช่น คนที่เสียภาษีว่าเดือดร้อนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า เพราะการที่รัฐทุ่มใช่เงินมากๆ กระทบต่อคนที่ถูกรีดภาษี และที่สำคัญคือไม่ใช่แค่ว่าปีนี้เก็บภาษีได้เกินเท่าไร แต่ต้องมาดูด้วยว่าบิดเบือนกลไกตลาดและ ทำให้คนบริโภคมากไปด้วยหรือไม่” นายสมชัยกล่าว

ด้านนายพลายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลต้องการจะเดินหน้ามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนเป็นมาตรการระยะยาวควรต้องพิจารณาให้รอบคอบ ที่สำคัญควรมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายคนที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ให้ชัดเจน เช่น เป็นคนจนจริงๆ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดการลดแรงจูงใจในการทำงาน เพราะได้ของฟรี

รวมทั้งต้องพิจารณาว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการนี้ว่าจะมาจากไหน โดยไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินงบประมาณ เพราะจะเป็นภาระการคลัง เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมารัฐจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลมาโดยตลอด หรือหากจะใช้งบของรัฐวิสาหกิจก็เกรงว่าที่สุดแล้วเมื่อผลดำเนินงานขาดทุนก็จะขอรัฐจัดงบประมาณสนับสนุนอีก จึงควรมีการศึกษาเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อนำมาดำเนินโครงการดังกล่าวเหมือนกับกองทุนประกันสังคม

“ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ให้ต่ออายุมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนแล้ว เพราะถึงเวลาที่จะต้องหยุดมาตรการช่วยเหลือต่างๆ เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจก็ดีขึ้นแล้ว อีกทั้งงบประมาณก็ขาดดุลอยู่ ยิ่งมาช่วยกับแบบนี้ก็แย่ และต้องดูว่าการให้ความช่วยเหลือได้สร้างความยุติธรรมให้กับคนทั้งประเทศหรือไม่เช่น การจัดรถเมล์ฟรี อาจทำให้คนต่างจังหวัดที่อยู่ในตัวเมืองอาจไม่พอใจกับความไม่เท่าเทียมได้”นายพลายพลกล่าว

ในหลายประเทศมีโครงการรัฐสวัสดิการ เช่นการช่วยเหลือคนชรา คนที่ด้อยโอกาส และคนตกงาน ซึ่งของไทยเองก็มีโครงการเบี้ยคนชรา การสร้างหลักประกันสุขภาพ ซึ่งควรจะขยายประโยชน์ไปยังคนที่ยังเข้าไม่ถึงหลักประกันมากกว่า

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ