
ความสำเร็จ บริหารคนรุ่นใหม่ ผ่าน Self-Leadership
การบริหารคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใครๆ ต่างให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลเด็กรุ่นใหม่ๆ
โดย...พันธ์ทิพย์ เลิศบรรณพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ บริษัท เอออน ฮิววิท (ประเทศไทย)
การบริหารคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ใครๆ ต่างให้ความสนใจ โดยเฉพาะในเรื่องของการดูแลเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เรียกว่า Gen Y หรือ Gen Z ว่าทำอย่างไร เราถึงจะสามารถบริหารและดูแลคนกลุ่มนี้ได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพที่สุด
บริษัท เมอร์ค ผู้นำเข้าสินค้าเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ให้กับโรงพยาบาล สถาบัน และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย โดยมีบริษัทแม่ที่ประเทศเยอรมนี เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้มาก เพราะแรงผลักดันจากแม่ทัพหญิง ดร.สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและสื่อสารองค์กร ที่เห็นความสำคัญของพนักงานรุ่นนี้ New Generation
จากข้อมูลพื้นฐาน บริษัท เมอร์ค มีอัตราส่วนพนักงาน Gen Y กว่า 70% ดังนั้นการดูแลและบริหารพนักงานเจนนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินสำหรับบริษัทที่มีแนวความคิดใหม่ ตัวอย่างความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยบริษัท เมอร์ค เพิ่งได้รับรางวัล 2014 Top Company For Leader (TCFL) หรือที่เรียกว่า องค์กรแห่งการสร้างและพัฒนาผู้นำยอดเยี่ยมแห่งเอเชียแปซิฟิก จากบริษัท Aon Hewitt ซึ่งเป็นรางวัลระดับ South East Asia ที่ประกวดทุก 2 ปี
บริษัท เมอร์ค มีแนวคิดที่เด่นแตกต่าง หรือ Diversity โดยเฉพาะในเรื่องการสร้าง Self-Leadership สำหรับพนักงานทุกคนในองค์กร ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จากการศึกษาและความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเด็กรุ่นใหม่ ทำให้เมอร์ครู้ว่า คนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีความอดทนต่ำ ทุกอย่างต้องทันใจ ทันความต้องการ ชัดเจน ต้องการความสำเร็จที่จับต้องได้อย่างรวดเร็ว เขาเติบโตมากับเทคโนโลยี อยากได้อะไรทำเลย อยากหาอะไร Google ตอบได้ การจะมารอพิสูจน์รักเป็นปีๆ คงจะเป็นเรื่องยาก สำหรับคนกลุ่มนี้ และที่สำคัญ แนวคิดเรื่องการสร้าง Self-Leadership ยังส่งผลในเรื่องของ Engagement ที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
เมอร์ค สร้าง Self-Leadership ผ่านโครงการ Action-Based Learning หรือ Action Learning Project (ALP) โดยที่ทุกคนจะมีอิสระในการเลือกโปรเจกต์ที่อยากจะทำโดยมี Theme ที่องค์กรกำหนดไว้ให้เบื้องต้น เช่น Business Strategy, Branding แต่ที่ฮิตที่สุดสำหรับคนกลุ่มนี้ ต้องโครงการเกี่ยวกับ CSR : Corporate Social Responsibility การทำ CSR ของเมอร์คไม่ใช่แค่ทำเพื่อสังคมและชุมชน แต่ต้องมี 3 ด้านนี้ครบ คือ ท้าทาย (Challenging) สร้างสรรค์ (Creative) และสร้างเครือข่าย (Networking)
ท้าทาย (Challenging) คืองบประมาณ ทำอย่างไรถึงจะบริหารทรัพยากรที่เรามีจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากที่สุด
สร้างสรรค์ (Creative) เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning ตัวอย่างเช่น การปลูกป่า ที่มีการร่วมมือกันของคนหลายเจน ลงไปสำรวจพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จว่าทำอย่างไร มีการเพาะชำต้นกล้าเองเพื่อแก้ปัญหาต้นกล้าของหน่วยงานต่างๆ ที่เตรียมให้ไม่แข็งแรงมากพอ และมีการกลับไปดูผลเติบโต
สร้างเครือข่าย (Networking) เป็นผลพลอยได้ที่สำคัญและมีประสิทธิภาพ สำหรับโครงการในรูปแบบ Action-Based Learning เพราะหลังทำโครงการเหล่านี้ การทำงานต่างๆ ที่เคยยาก กลับง่าย เจอหน้ากันมิตรภาพก็เกิดขึ้น ติดต่อแผนกไหนก็มีแต่รอยยิ้ม นี่แหละคือการพัฒนาผ่านรูปแบบ 70-20-10 คือ 70% ที่ทำคือการเรียนรู้ผ่านการทำงานหรือประสบการณ์ (On the job learning/experience) 20% คือการเรียนรู้จากผู้อื่น (Learning from others) และอีก 10% คือการเรียนรู้ผ่านการอบรมอย่างเป็นทางการ (Learning from formal learning)
นี่เป็นเพียงน้ำจิ้ม ที่ทำให้ได้รู้สึกว่า Self-Leadership ไม่ได้แปลว่า ผลการประเมิน KPI หรือผลตอบแทนในรูปตัวเงินเสมอไป แต่หมายรวมถึงความรู้สึกถึงความสำเร็จที่ออกมาในรูปแบบความสำเร็จของงาน โปรเจกต์ การทำงานร่วมกับเพื่อน รอยยิ้มและมิตรภาพ ที่ได้แลกเปลี่ยนกัน ก็เป็น Self-Leadership ที่จะช่วยสร้างความผูกพันและรักษาพนักงาน New Generation ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพมาก
และอีกหนึ่งหัวเรื่องที่น่าประทับใจ คือการที่ “เมื่อบริษัทคิดจะให้...กลับได้รับมากกว่า” แนวทางนี้สามารถนำไปเรียนรู้และใช้เป็นหนึ่งใน Development Intervention ที่เน้นเรื่องการเรียนรู้ผ่านโครงการหรือประสบการณ์ ใช่ค่ะ...ดิฉันกำลังพูดถึงโครงการ Dream Project ที่เคยทำเมื่อครบ 20 ปี
ครั้งนี้ครบ 25 ปี บริษัทได้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนส่งความฝันมายัง Project Team โดยปีที่ผ่านมา มีความฝันส่งเข้ามากว่า 5,000 ฝัน จากพนักงาน 200 กว่าคน จากนั้นบริษัทวิเคราะห์ว่ามีฝันไหนที่เป็น Common ที่คนส่วนใหญ่ฝันคล้ายๆ กัน นั่นคือฝันอยากเป็น “เจ้าของธุรกิจ ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านดอกไม้” โดยที่ผ่านมาบริษัทได้จัด Workshop สอนทำธุรกิจ Cup Cake
เมื่อคนที่อยากสานฝันตัวเอง ได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองอยากได้ อยากมี อยากไป กลายเป็นว่าคนเหล่านี้กลับมาตั้งใจทำงานมากขึ้น และแทบล้มความคิดเป็นเจ้าของกิจการ เรียกว่าผลจากดรีมโปรเจกต์ที่บริษัท “ตั้งใจจะให้...กลับได้รับมากกว่า” จริงๆ ค่ะ







