posttoday
ทหารกับการเมืองไทยยุคหน้า

ทหารกับการเมืองไทยยุคหน้า

19 กรกฎาคม 2558

ทหารในแนวคิดสังคมการเมืองยุคใหม่ท่าจะอยู่ยาก สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ใช่แต่กับประเทศไทย แต่จะเป็นไปทั่วโลก

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ทหารในแนวคิดสังคมการเมืองยุคใหม่ท่าจะอยู่ยาก

สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ใช่แต่กับประเทศไทย แต่จะเป็นไปทั่วโลก

ผู้เขียนได้ไปอ่านหนังสือชื่อ “ความมั่นคงใหม่ : ความเปลี่ยนแปลงและความท้าทาย” (New Security : Changes and Challenges) เขียนโดยท่านอาจารย์ สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการที่น่าจะเรียกได้ว่ามีความรอบรู้ในเรื่องนี้อย่างที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย เป็นหนังสือที่รวมบทความหลายๆ เรื่องของท่านอาจารย์เพิ่งตีพิมพ์ขึ้นในปีนี้โดยการสนับสนุนของสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งผู้เขียนเคยทำงานที่หน่วยงานนี้เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว จึงมีความน่าสนใจว่าทำไมสำนักข่าวกรองแห่งชาติได้ให้ความสำคัญกับความรู้ทางด้านนี้เป็นพิเศษเช่นนี้

เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองรุ่นที่ผู้เขียนสอบบรรจุเข้าไปในปี 2529 นั้น ถือว่าเป็น “รุ่นใหญ่” รุ่นหนึ่ง เพราะมีจำนวนที่สอบได้เกือบครึ่งร้อย พวกเราตั้งชื่อกันเองว่า “รุ่นฮัลเล่ย์” เพราะมีดาวหางฮัลเล่ย์มาปรากฏขึ้นในปีนั้น แต่หน่วยงานนี้มีอาถรรพ์ค่อนข้างมาก บางคนพอทำงานได้สักพักก็ไปสอบเข้าที่หน่วยราชการอื่น อย่างที่นิยมกันมากก็คือ กระทรวงการต่างประเทศที่มีลักษณะงานคล้ายๆ กัน ซึ่งมีผู้สอบย้ายไปได้หลายคน ส่วนผู้เขียนทำงานอยู่ได้ 19 เดือนก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับ “บุพเพสันนิวาส” เนื่องจากมีแฟน (ซึ่งก็คือภรรยาที่อยู่กินกันในปัจจุบัน) ที่ทำให้อาชีพ “สายลับ” ของผู้เขียนมีปัญหา เพราะไม่สามารถชี้แจงภารกิจหรือการไปโน่นมานี่ได้เหมือนคนทั่วไป อีกอย่างหนึ่งนั้นก็ไม่ค่อยจะเข้าด้วยนิสัยของผู้เขียนที่ชอบ “เปิดตัว” หรืออยู่ในสังคมแบบเปิด จึงต้องหาทางสอบโอนย้ายมาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแล้วทำงานมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้เขียนได้ติดตามการทำงานของหน่วยงานนี้มาเป็นระยะ มีข้อสังเกตว่า ผู้มีอำนาจในประเทศไทย “ชอบใช้แต่ไม่ชอบใจ” การทำงานของหน่วยงานนี้เท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะปัญหาด้านความมั่นคงของไทยใน 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนี้ คือ

เรื่องแรก งานด้านการข่าวกรองมีหน่วยงานที่ทำ “ซ้ำซ้อน” กันอยู่มาก ที่เป็นหลักๆ ก็ได้แก่ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) ของกระทรวงกลาโหม หน่วยข่าวกรองของทั้ง 3 เหล่าทัพ สันติบาลของตำรวจ ฝ่ายการข่าวและกิจการชายแดนของกระทรวงมหาดไทย และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วย “ประสาน” หรือรวบรวมข่าวสารต่างๆ นำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ด้านความมั่นคง แต่ตามประสบการณ์ของผู้เขียน หลายหน่วยงานเป็นแค่ “ม้าใช้” ของผู้มีอำนาจ แม้กระทั่ง “หลอกใช้” หรือออกคำสั่งให้ไปหาข่าวเรื่องโน้นเรื่องนี้เพื่อสนองวัตถุประสงค์บางอย่างของผู้ควบคุมนโยบาย แม้ว่าในสายตาของคนภายนอก (ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้เขาไม่ค่อยเผยแพร่ภารกิจและ
ผลงานอะไรมากนัก) จะมองว่าไม่มีความขัดแย้งในเรื่องการข่าว แต่ในสายตาของคนภายในก็ประสบเรื่องของความไม่ประสานกลมกลืนอยู่ในหลายๆ เรื่อง

เรื่องต่อมา สำนักข่าวกรองแห่งชาติต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศค่อนข้างมาก เพราะหน่วยงานนี้เกิดขึ้นโดยการผลักดันของสหรัฐในยุคสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มาขับเคลื่อนในเรื่อง “ข้อมูลสำคัญ” สำหรับการต่อสู้กับการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยการทำงานที่เน้นการประสานงานหรือ “ให้ความร่วมมือ” กับประเทศตะวันตกมาตั้งแต่นั้น ทำให้ภารกิจในการหาข่าวและต่อต้านข่าวกรอง (คือป้องกันการหาข่าวจากชาติฝ่ายตรงข้าม) ต้องพึ่งพาอาศัยกลุ่มประเทศเหล่านี้ค่อนข้างมาก ทั้งเงินทุนและเทคโนโลยี (ส่วนมากใช้ในการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนข่าวสาร) และความสำเร็จขององค์กร ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไทยเองเจียดงบประมาณให้หน่วยงานนี้น้อยมาก แม้แต่งบกลางที่ใช้ในการปฏิบัติราชการลับโดยตรงก็ได้รับเพียงเท่าที่จำเป็น ด้วยระบบการพึ่งพิงจากต่างชาตินี้ ในทางทฤษฎีอาจจะเป็นไปได้ว่ามีข่าวสารที่มีคุณค่าหลายอย่างถูกใช้ประโยชน์ร่วมกับต่างชาตินั้นด้วย

ที่ผู้เขียนออกนอกเรื่องนอกราวมาพูดถึงสำนักข่าวกรองแห่งชาติเช่นนี้ ก็เพียงอยากให้ทหารเห็นความสำคัญของหน่วยงานนี้ใน “สงครามการข่าว” ของโลกยุคใหม่ เพราะจากประสบการณ์ของผู้เขียนเองเชื่อมาโดยตลอดว่า งานการข่าวของสำนักข่าวกรองแห่งชาติน่าจะ “ทันสมัย” และ “เป็นมืออาชีพมากที่สุด” เพราะได้รับการ “เทรน” มาจากชาติที่มีความสามารถในเรื่อง “เทคโนโลยีข่าวสาร” คือ สหรัฐ อิสราเอล เยอรมนี และอังกฤษ มารุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่รองลงมาน่าจะเป็นตำรวจสันติบาลที่ได้รับการฝึกฝนมาด้วยเทคนิคและครูคล้ายๆ กัน เพียงแต่ตำรวจสันติบาลจะมีจุดอ่อนมากกว่า เพราะถูกครอบโดย “วัฒนธรรมตำรวจ” ได้แก่ การมีระบบอุปถัมภ์ค่อนข้างมาก และถูกครอบงำจากผู้มีอำนาจและนักการเมืองได้ง่าย ส่วนการข่าวของทหารมีลักษณะที่ค่อนข้าง “คับแคบ” เพราะมักจะมีการมุ่งหมายไปในประเด็นที่ทหารสนใจหรือที่ทหารถือว่าเป็นความรับผิดชอบหลักของทหารเท่านั้น เช่น ความมั่นคงของสถาบันหลัก และภัยรุกรานในแบบดั้งเดิม (Traditional Traits) คือ สงครามกับการก่อการร้าย เป็นต้น

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์สุรชาติที่อ้างถึงข้างต้นแล้ว ก็ให้มีความห่วงใยต่องานด้านความมั่นคงของทหารไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่าที่ประเมินจากสื่อต่างๆ (รวมถึงโซเชียลมีเดียที่กำลังมาแรงในยุคนี้) ดูเหมือนว่าทหารของเราจะดำเนินงานด้านการข่าวในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก โดยเฉพาะในการข่าวเกี่ยวกับ “การเมือง” ที่ในโลกยุคใหม่นี้มีการพัฒนาไปที่ทหารอาจจะตามไม่ทัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงาน “มวลชน” ที่ทหารยังมีมุมมองแบบเก่า คือ “แยกมวลชนออกจากประชาชน” รวมถึงการเน้นการสร้างความมั่นคงแบบ “ขาวกับดำต้องแยกออกจากกัน” ซึ่งก็คือการใช้การคิดและตัดสินใจแบบ “ทื่อๆ ตรงๆ” ว่า “ชั่วก็คือชั่ว ดีก็คือดี” รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาที่เรียกว่า “เลวต้องฆ่า ชั่วช้าต้องกำจัด” ที่อาจจะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลาม

ผู้เขียนอาจจะพูดตรงๆ ได้ไม่เต็มปากนัก แต่อยากจะให้ทหารสนใจวิกฤตทางการเมืองในประเทศของเรา “ในขณะนี้” ให้มากๆ (ซึ่งก็ทราบมาว่าทหารได้ให้ความสนใจใน “วิกฤตเรื่องนี้” เป็นพิเศษอยู่แล้ว) เพราะประชาชนมีมุมมองใหม่หรือพัฒนาความคิดในเรื่องนี้แตกต่างไปจากอดีตมาก ทั้งจากฝ่ายที่พยายามสร้างความแตกแยกในความคิด และจากฝ่ายที่ยึดติดจนไม่อาจจะรับความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ ทหารในฐานะองค์กรเดียวที่รับภาระกับทุกวิกฤตของชาติเรื่อยมา รวมถึงที่ได้ “ยืด” อำนาจเพื่อรับวิกฤตนี้โดยตรง ควรจะ “ชี้นำ” เพื่อให้เกิดความ “โล่งใจ” และมองไปให้เชื่อมโยงถึงการเมืองไทยในยุคหน้า ว่าทำไมทหารต้อง “ดูแล” ประเทศไทยไปอีกสักระยะ

ถ้าผ่าน “วิกฤตนี้” ไปได้ ก็แสดงว่าการข่าวของทหารได้พัฒนาทันโลกเขาแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท