
ยกเครื่องการเมือง ปฏิรูปเอกสิทธิ์ 'สส.-สว.'
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการเขย่าการเมืองครั้งใหญ่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นการเขย่าการเมืองครั้งใหญ่ เพราะได้มีการสร้างมาตรฐานการเมืองใหม่ถึง 4 ประเด็น
nประเด็นที่ 1 เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.และ สว. เดิมทีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ทั้ง สส.และ สว.จะได้รับสิทธิพิเศษไม่ให้ สส.และ สว.ถูกดำเนินคดี และจับกุม คุมขังในระหว่างสมัยประชุมรัฐสภา เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตจากสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา หรือถ้าถูกกล่าวหาในคดีทุจริตการเลือกตั้งถึงจะสามารถดำเนินคดีได้
แต่มาในเวลานี้ คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ตัดสินใจให้ สส.และ สว.ไม่ได้รับการคุ้มครอง 100% เหมือนในอดีต โดยแบ่งเป็นสองกรณี
1.กรณีการจับ การคุมขัง หรือการออกหมายเรียกตัว สส.หรือ สว.ไปทำการตรวจสอบสามารถกระทำได้ ถ้าเป็นคดีที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แต่ต้องทำรายงานไปยังประธานสภา หรือประธานวุฒิสภา ซึ่งประธานของทั้งสองสภาสามารถร้องขอให้ปล่อยตัว สส.หรือ สว.ที่ถูกจับได้
2.ในขั้นตอนการพิจารณาในชั้นศาล คณะ กมธ.ยกร่างฯ ก็กำหนดให้สามารถดำเนินการได้เต็มที่เช่นกัน แต่การพิจารณาคดีต้องไม่เป็นการขัดขวาง สส.หรือ สว.ที่จะมาประชุมสภา
กว่าที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะได้ข้อสรุปในเรื่องเหล่านี้ต้องผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรคงเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.และ สว.แบบ 100% ไว้เหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ สส.ฝ่ายค้าน และ สว.สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรัฐบาลใช้กลไกของรัฐกลั่นแกล้ง
ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าในเมื่อ สส.และ สว.ก็ได้เอกสิทธิ์คุ้มครองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับเอกสิทธิ์เหล่านี้เพิ่มเติมอีก เพื่อให้ สส.หรือ สว.ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมเกิดความยำเกรง
สุดท้าย จึงเห็นร่วมกันว่าควรกำหนดเรื่องการเปิดทางให้ดำเนินคดี สส.หรือ สว.ได้ในกรณีที่เป็นความผิดที่ต้องจำคุก 10 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นเครื่องมือให้ สส.และ สว.ไม่ใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองในทางที่ผิด
nประเด็นที่ 2 มาตรฐานจริยธรรมการเมือง คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้บัญญัติให้มีกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานทางจริยธรรมที่มีกลไก เพื่อบังคับให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม นอกจากนี้ เพิ่มเงื่อนไขให้มีการดำเนินการตรวจสอบแบบการยื่นภาษีย้อนหลัง 5 ปีของผู้สมัครลงเลือกตั้งและผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นต้น
โดยการตรวจสอบนั้นจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ แต่การตรวจสอบดังกล่าวจะดำเนินการเฉพาะผู้ที่ได้รับตำแหน่งเท่านั้น
nประเด็นที่ 3 การยุบพรรค การเมือง คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้คืนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญสามารถยุบพรรคการเมืองด้วยเหตุที่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งมีการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อย่างไรก็ตาม มีการกำหนดเงื่อนไขในการยุบพรรคการเมืองจากสาเหตุนี้ไว้อย่างมีนัยสำคัญว่า การยุบพรรคการเมืองในกรณีนี้ไม่สามารถกระทำได้ หาก สส.หรือพรรคการเมืองนั้นดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งหมายความว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ถือเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองเหมือนในอดีต
ส่วนจะกำหนดว่าการกระทำใดบ้างถึงจะเข้าข่ายเป็นการกระทำล้มล้างการปกครอง คณะ กมธ.ยกร่างฯ เห็นว่าจะให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความและใช้ดุลพินิจ
nประเด็นที่ 4 คุณสมบัติของผู้สมัคร สส. เป็นประเด็นสำคัญที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ใช้เวลาเกือบทั้งในการพิจารณาก่อนที่จะได้ข้อสรุปในมาตรา 111 (8) และ (15) ว่า บุคคลที่เคยที่ถูกพิพากษาว่ากระทำทุจริตประพฤติมิชอบ ทุจริตการเลือกตั้ง และถูกถอดถอนจากเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งราชการ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมจะไม่สามารถลงสมัคร สส.ได้ตลอดไป
ในทางกลับกัน หากเป็นกรณีที่บุคคลที่เคยถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แต่ต่อมาเมื่อได้รับโทษครบเต็มจำนวนแล้วจะได้รับสิทธิให้กลับมาสมัครรับเลือกตั้ง สส.ได้อีกครั้ง
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า เหตุผลที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ต้องบัญญัติคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.ไว้เช่นนั้น เพราะในมาตรา 35 (4) ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติว่าให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผู้เคยทุจริตเข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด แบบนี้แปลว่าบุคคลใดที่พ้นจากการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี แล้วสามารถกลับมาสมัครได้ แต่สำหรับกรณีของมาตรา 111 (8) และ (15) เป็นการห้ามตลอดชีวิต
เมื่อถามว่า เมื่อมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.เอาไว้เช่นนี้ จะมีผลให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ตลอดชีวิตหรือไม่ พล.อ.เลิศรัตน์ ตอบว่า “อย่าให้ผมยกตัวอย่าง บางอย่างต้องไปตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ที่พูดไปนี้มีความชัดเจนว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนั้น”
“ผมไม่อยากจะตีความให้กับสื่อมวลชนเป็นรายบุคคล เพราะควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา ซึ่งถ้าเกิดกรณีที่มีการสงสัยว่าตัวเองจะเข้าข่ายลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ มีรายงานว่าสำหรับการประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 18 ก.ค.จะพิจารณาทบทวนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดพร้อมกับพิจารณาทบทวนเรื่องคณะกรรมการสรรหา สว. ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ จะตัดเนื้อหาเกี่ยวกับการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จับสลากเลือก สว.จากผู้แทนวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้งจำนวน 15 คนออก หลังจากถูกโจมตีถึงความเหมาะสมอย่างหนัก







