
ต้อง‘แฮร์คัต’กรีซ หนี้ท่วมหัว-เศรษฐกิจรอดยาก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
วิกฤตหนี้กรีซยังคงอยู่ในบรรยากาศที่ร้อนระอุ แม้ฝ่ายกรีซจะยอมรับข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้ยูโรโซนในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือ ทว่าแม้กรีซจะได้เงินกู้ก้อนใหม่มา แต่หนทางที่กรีซจะชำระหนี้ได้อย่างไร ยังคงเป็นคำถามที่ยังไร้คำตอบ
ในปัจจุบันระดับหนี้ของรัฐบาลกรีซสูงถึง 175% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ขณะที่เศรษฐกิจกรีซอยู่ในสภาพถดถอยอย่างรุนแรงหลังจากการรับ “โครงการเงินช่วยเหลือพ่วงมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง” จากฝ่ายเจ้าหนี้ “ทรอยก้า” เนื่องจากมาตรการดังกล่าว บังคับให้รัฐบาลกรีซต้องพยายามเพิ่มเงินในคลังให้มากที่สุดเพื่อความสามารถในการชำระหนี้ แต่ไม่ได้สนใจสภาพเศรษฐกิจ
และล่าสุด หลังจากการเจรจาอย่างยืดเยื้อ ฝ่ายกรีซกับเจ้าหนี้ก็สามารถตกลงกันได้ที่จะเข้าแผนโครงการเงินช่วยเหลือครั้งที่ 3 ซึ่งเท่ากับการพอกหนี้ให้กรีซมากกว่าเดิม โดยครั้งนี้ฝ่ายเจ้าหนี้ยื่นมาตรการเข้มงวดและแทรกแซงกิจการภายในกรีซมากกว่าเดิมอีก ทั้งการบังคับให้มีการเพิ่มอัตราภาษีและการปรับลดการจ่ายเงินบำนาญ
ดังนั้น หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป แน่นอนว่ากรีซจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ หากเจ้าหนี้ขยายระยะเวลาการชำระหนี้หรือลดหนี้ (แฮร์คัต) โดยก่อนหน้านี้ คริสติน ลาการ์ด ผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงว่า จะไม่เข้าร่วมโครงการให้เงินช่วยเหลือกรีซ เนื่องจากฝ่ายอียูกำหนดมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดเกินไป ซึ่งจะทำให้กรีซไม่มีศักยภาพพอที่จะชำระหนี้ และจะทำให้กรีซต้องเผชิญกับภาวะ “ผิดนัดชำระหนี้ซ้ำซ้อน” จะทำให้กรีซต้องเลิกใช้สกุลเงินยูโร และเท่ากับเป็นการออกจากยูโรโซนในที่สุด
หากวิเคราะห์จากพื้นฐานเศรษฐกิจกรีซ จะพบว่า เศรษฐกิจกรีซมีความอ่อนไหวเป็นอย่างมาก จากการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งชะลอตามความซบเซาของเศรษฐกิจโลก และแทบไม่มีสินค้า
ส่งออกที่หลากหลาย
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ที่เคยมีฐานอยู่ในกรีซก็อพยพออกไปแล้วก่อนหน้านี้หลังจากเผชิญวิกฤต ขณะที่ภาคส่งออกได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่สามารถซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศได้ จากภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เนื่องจากการออกมาตรการควบคุมเงินทุนภายในประเทศของรัฐบาล
ส่วนภาคนำเข้าไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ค้าในต่างประเทศได้เนื่องจากรัฐบาลสั่งห้ามโอนเงินออกนอกประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องออกใบสัญญาจ่ายหนี้แทน และเครดิตกำลังหมดลงเรื่อยๆ
ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคราชการกว่า 40% ตามค่านิยมความมั่นคงและผลประโชยน์ด้านสวัสดิการในตอนชรา อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้รัฐบาลยังจำเป็นต้องเลิกจ้างราชการครั้งใหญ่ ส่งผลให้อัตราว่างงานพุ่งไปสูงถึง 30% ในช่วงปี 2011 ขณะที่โครงสร้างประชากรเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระด้านเงินบำนาญจำนวนมาก ส่วนคนวัยทำงานส่วนใหญ่ถูกบีบให้ต้องไปหางานในยุโรปจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในกรีซจนเกิดภาวะสมองไหล
สำหรับภาคการเงินในประเทศนอกจากจะเผชิญกับคำสั่งปิดทำการจากรัฐบาลแล้ว ยังต้องเผชิญกับภาวะหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย จากธุรกิจที่ล้มละลาย โดยตามประเมินของมูดี้ส์ อัตราหนี้เสียของธนาคารในกรีซพุ่งสูงไปถึง 40-45% ในปัจจุบันจากเดิมที่ 35% เมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
ส่วนยอดเงินฝากอยู่ในสภาพต่ำสุดในรอบ 11 ปี จากความไม่มั่นใจของประชาชนและการย้ายทุนหนีของนักลงทุนต่างชาติ
พูดให้ชัดเจน คือ แม้กรีซจะได้รับเงินกู้งวดใหม่ก็ตาม แต่มาตรการรัดเข็มขัดและปริมาณหนี้มหาศาลกำลังบั่นทอนให้เศรษฐกิจกรีซตายไปอย่างช้าๆ
เมแกน กรีน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทจัดการสินทรัพย์แมนูไลฟ์ แสดงความเห็นว่า ในปัจจุบันเศรษฐกิจกรีซเข้าสู่ภาวะตกต่ำ (ดีเปรสชั่น) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ประกันว่ากรีซจะต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอีกกว่า 3 ปี อย่างแน่นอน หากกรีซรับมาตรการรัดเข็มขัดของกลุ่มเจ้าหนี้
จึงเป็นที่แน่นอนว่า ตราบใดที่เจ้าหนี้ไม่ยอมปรับลดหนี้ให้กรีซ ก็แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่กรีซจะสามารถชำระหนี้ได้ ไม่ว่าเจ้าหนี้จะพยายามกำหนดนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อให้กรีซเหลือเงินในคลังมากขนาดไหนก็ตาม เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจกรีซในปัจจุบันนั้นย่ำแย่อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่หน้าเห็นใจฝ่ายเจ้าหนี้ “สายแข็ง” ที่นำโดยเยอรมนีเช่นกัน เนื่องจากการปรับลดหนี้ให้กรีซจะทำให้มีผลกระทบตามมาอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายเจ้าหนี้ยอมไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล และ โวล์ฟกัง ชอยเบิล “ขุนคลังเมืองเบียร์” ได้ยืนยันตรงกันว่า ฝ่ายเจ้าหนี้อาจขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่กรีซหรือปรับลดดอกเบี้ยให้ แต่จะไม่มีการตัดหนี้ให้อย่างแน่นอน
จุดยืนดังกล่าว ยังรวมถึงฟินแลนด์และเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ที่เชื่อว่าจำเป็นต้องกำหนดมาตรการให้เข้มงวด โดยที่ไม่มีการปรับลดหนี้แต่อย่างใด
เอพี ระบุว่า มีเหตุผลหลายประการที่ฝ่ายเจ้าหนี้ยูโรโซนไม่สามารถปรับลดหนี้ได้ โดยเหตุผลที่ 1 คือเงินที่ให้กรีซกู้นี้ถือเป็นเงินภาษีของประชาชน ซึ่งประชาชนในประเทศเจ้าหนี้ไม่พอใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วที่รัฐบาลนำเงินไปให้ประเทศอื่นกู้ และยังมีโอกาสไม่ได้เงินคืนอีกด้วย เนื่องจากความเป็นจริงแล้วชาวยุโรปยังไม่มีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากนัก แม้จะรวมตัวกันเป็นสหภาพแล้วก็ตาม
เหตุผลที่ 2 คือมีหลายประเทศที่เผชิญสภาพ “หนี้ท่วม” เหมือนกรีซเช่นกัน อย่างสเปน ไซปรัส โปรตุเกส และไอร์แลนด์ หากเจ้าหนี้ยกหนี้ให้กรีซประเทศหนึ่ง ย่อมเป็นการตั้งข้อกังขาให้กับประเทศอื่นว่า ทำไมกรีซจึงได้รับสิทธิพิเศษ กลุ่มประเทศเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบจากมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดเช่นกัน และต้องการปลดล็อกสภาพนี้ให้เร็วที่สุด การตัดลดหนี้ให้กรีซย่อมทำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศสมาชิกยุโรปรายอื่นอย่างแน่นอน
เหตุผลที่ 3 หากเจ้าหนี้ออกมาตรการตัดลดหนี้ให้กรีซ ย่อมเป็นการสร้างแรงจูงใจให้รัฐบาลในกลุ่มยูโรโซนใส่ใจการควบคุมภาระหนี้ของรัฐบาลน้อยลง เนื่องจากเชื่อว่าไม่ว่าอย่างไรเดี๋ยวยูโรโซนก็ช่วย ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะหละหลวมวินัยการคลังจนอาจกลายเป็นวิกฤตทั่วยุโรปในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟยืนยันว่าหนี้กรีซมีขนาดใหญ่เกินไป ใหญ่เกินกว่าที่ยุโรปจะพิจารณายืดระยะเวลาชำระหนี้ แต่ต้องคิดถึงการปรับลดหนี้ให้ได้แล้ว ขณะที่ฝ่ายกรีซเองก็เคยอ้างว่า การที่เศรษฐกิจเยอรมนีเติบโตได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็เพราะได้รับการตัดลดค่าปฏิกรรมสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นกัน
นับเป็นเรื่องยากสำหรับยูโรโซนที่ต้องตัดสินใจ หากตัดสินใจปรับลดหนี้ให้กรีซ กรีซอาจสามารถชำระหนี้ได้ แต่ก็ต้องแลกกับการเสียอำนาจในการควบคุมประเทศลูกหนี้รายอื่น แต่ถ้ายูโรโซนไม่ตัดลดหนี้ ไม่ว่าอย่างไรกรีซก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และท้ายที่สุดก็ต้องออกจากยูโรโซน







