
ในวิกฤตมีโอกาส
ถึงตอนนี้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่กระทบกับพื้นที่การเพาะปลูกของเกษตรกรใน 22 จังหวัดเท่านั้น หากแต่กระทบชิ่งไปยังภาคเศรษฐกิจหลักเข้าให้แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย
ถึงตอนนี้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่กระทบกับพื้นที่การเพาะปลูกของเกษตรกรใน 22 จังหวัดเท่านั้น หากแต่กระทบชิ่งไปยังภาคเศรษฐกิจหลักเข้าให้แล้ว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มความรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทย
ข้อมูลที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงครึ่งปีแรกหดตัวลง 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการติดลบมากที่สุดในรอบ 36 ปี และคาดว่าจีดีพีภาคเกษตรในปีนี้จะหดตัวติดลบ 3.3-4.3% และมีแนวโน้มว่าภัยแล้งจะลากยาวไปถึงปี 2559 เพราะจะไม่สามารถปลูกข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2558/2559 ได้แน่นอน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาแบบเร่งด่วน
รัฐบาลต้องตระหนักว่า ถ้าชาวนาและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ประมาณ 1.5 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ทำการเพาะปลูกกว่า 8.73 ล้านไร่ เป็นนาข้าว 7.45 ล้านไร่ ที่เหลือเป็นพืชอื่น ไม่สามารถทำนาและปลูกพืชเพื่อการเลี้ยงชีพได้ตามปกติ ย่อมหมายถึงว่ารายได้ครัวเรือนของประชากรจะหายไป และอาจนำมาซึ่งปัญหาทางสังคมตามมาอีกมาก
นอกจากนี้ ต้องพิจารณาว่ามาตรการที่รัฐพยายามนำเสนอในระยะที่ผ่านมานั้น ได้รับการตอบสนองและสอดรับความเป็นจริงแค่ไหน
ในสถานการณ์ที่เกิดภัยแล้งระบาดอย่างหนักจนไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ต้องมีการเจาะบ่อบาดาลเอาน้ำมากินมาใช้มาเพาะปลูก จะมีเกษตรกรที่ไหนหันไปเพาะปลูกพืชที่รัฐให้การสนับสนุน จะมีเกษตรกรสักกี่รายที่ต้องการเงินกู้ที่รัฐจัดหาแหล่งทุนมาให้
สิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างเร่งรีบ คือ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ เพื่อเยียวยาคนเหล่านั้นให้ดำรงชีพได้แม้ภัยแล้งจะมาเยือน ขณะเดียวกันก็สามารถสร้างระบบการเกษตรและแก้ปัญหาระบบชลประทานในระยะยาว
ผู้นำรัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจอย่างไม่รีรอ ในการนำงบกลางที่กำหนดให้ใช้ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ 4 หมื่นล้านบาท ออกมาว่าจ้างให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำทั้ง 22 จังหวัดทำการขุดบ่อ ขุดร่องน้ำในแม่น้ำสายหลัก สายรอง คูคลองที่แห้งผากให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำในระยะยาว
แนวทางนี้จะมีประโยชน์ถึง 2 ทาง นอกจากจะสร้างงาน สร้างเงินให้กับเกษตรกรในช่วงที่ไม่สามารถเพาะปลูกแล้ว ยังเป็นการสร้างกำลังซื้อในประเทศทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป
ขณะเดียวกัน ยังสามารถแก้ปัญหาแหล่งน้ำ และพัฒนาสายน้ำ คูคลองหลักที่ตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ำหรือระบายน้ำในช่วงน้ำหลากให้มีศักยภาพมากขึ้น และรองรับการเกษตรในอนาคต
ในเมื่อรัฐบาลประกาศว่าจะไม่ใช้นโยบายประชานิยมด้วยการหว่านเงินลงไปถึงตัวคน ก็ต้องกล้าที่จะใช้นโยบายสร้างงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และต้องควบคุมการใช้เงินไปทำงานในตำบลหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพ
รัฐบาลต้องรู้จักพลิกวิกฤตภัยแล้งให้เป็นโอกาสในการพัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรของประเทศ







