
ยิ่งปรับยิ่งยุ่ง
กระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เวียนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เวียนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ภายหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เพราะนอกจากเนื้อหาที่พุ่งเป้าไปยังกรอบเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญออกไป 30 วัน พร้อมนำไปสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกประเด็นที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือเนื้อหาในมาตรา 3 การแก้ไขลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในส่วนของ (4) จากเดิมที่ระบุว่า “เคยถูกเพิกถอนสิทธิ” เป็น “ไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”
ท่ามกลางเสียงดักคอว่าเป็นการเปิดทางให้สมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้ามานั่งใน ครม. แม้ในทางปฏิบัติ การปรับ ครม.ในช่วงนี้จะเป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการ
ต้องยอมรับว่าผ่านมาปีกว่าเสียงเรียกร้องให้ปรับ ครม.มีให้ได้ยินเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังเจอมรสุมรุมเร้าจนการบริหารงานในหลายกระทรวงผลงานย่ำแย่ และอีกหลายกระทรวงไม่อาจสร้างผลงานทั้งในเรื่องเฉพาะหน้า หรือไปถึงเรื่องใหญ่อย่างการปฏิรูป
เป้าใหญ่อยู่ที่กระทรวงด้านเศรษฐกิจที่ถูกถล่มหนัก ทั้งปัญหาปากท้อง สินค้าราคาเกษตรตกต่ำ เรื่อยมาจนถึงเศรษฐกิจมหภาค การค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ที่ยังไม่เห็นสัญญาณพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
แรงเสียดทานถาโถมไปยังรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้ คสช.ต้องแบกรับความรับผิดชอบในฐานะผู้มีอำนาจเต็ม
จนรอบนี้ที่กระแสปรับ ครม.แว่วมาอีกครั้ง แต่หากวิเคราะห์แล้วสุดท้ายคงจะขยับปรับเปลี่ยนได้ยากในช่วงสถานการณ์กำลังเปราะบางและเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง
เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกในแง่ความต่อเนื่องของการบริหารงาน หลายเรื่องวางแผนและดำเนินการมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร หลายเรื่องกำลังจะเริ่มเห็นทิศทางความชัดเจน
หากตัดสินใจ “เปลี่ยนม้ากลางศึก” นอกจากจะสุ่มเสี่ยงทำให้ทุกอย่างที่ทำมาต้องสูญเปล่า หรือเกิดปัญหาจนไม่เกิดผลเต็มประสิทธิภาพ
อีกด้านหนึ่งย่อมถือเป็นงานหนักสำหรับรัฐมนตรีใหม่ที่จะต้องมารับไม้ต่อ หากคิดจะปรับเปลี่ยนนโยบายหรือแผนการทำงาน ย่อมต้องเริ่มต้นกันใหม่กว่าจะเห็นผลคงต้องใช้เวลาอีกนาน
โดยเฉพาะงานที่ผ่านมาต้องทำเชื่อมโยงกันหลายกระทรวง ทบวง กรม การปรับเปลี่ยนบางส่วนบางตำแหน่งย่อมต้องสะเทือนไปทั้งระบบ
การขาดเอกภาพในการบริหารงานระหว่างกระทรวงย่อมมีแต่จะซ้ำเติมปัญหาให้สถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้น การมาเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีในช่วงท้ายปลายโรดแมป คสช.ก่อนเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
ประเด็นที่สอง ในส่วนของแคนดิเดตที่ปรากฏชื่อเริ่มตั้งแต่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่จ่อจะเข้ามาเสริมทีมเศรษฐกิจ แต่ติดเงื่อนไขบ้านเลขที่ 111 เรื่อยมาจนถึง ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่เคยมีข่าวว่าถูกทาบทามให้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มานั่งบริหารงานในฐานะรัฐมนตรี แต่สุดท้ายเรื่องก็เงียบหายไป
อีกด้านหนึ่งมีหลายคนที่เริ่มวิ่งเต้นเตรียมแซะเก้าอี้รัฐมนตรี แต่ด้วยบทบาท ผลงาน และความน่าเชื่อถือยังไม่เป็นที่โดดเด่นหรือได้รับการยอมรับเพียงพอ การจะปรับ ครม.ดันคนใหม่มารับตำแหน่ง ย่อมอาจมีผลเสียมากกว่าผลดี
นอกจากนี้ การปรับรัฐมนตรีเก่าออกอาจบานปลายกลายเป็นแรงกระเพื่อมได้ง่าย เพราะต้องยอมรับว่าสมัยได้รับการติดต่อทาบทามให้มารับตำแหน่งรัฐมนตรี หลายคนอิดออดไม่อยากเปลืองตัว หรือถูกตีตราว่าร่วมมือกับคณะรัฐประหาร แถมยังต้องทำงานได้ยากลำบากกว่ารัฐบาลปกติ
เมื่อตัดสินใจมารับตำแหน่ง แต่หากต้องถูกปรับออกจากตำแหน่งย่อมหมายความว่าทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นจำเลยตกเป็นเป้าถูกโจมตี การปรับคนเก่าออกเพื่อตั้งคนใหม่ย่อมมีแต่จะสร้างความไม่พอใจ
มิหนำซ้ำอาจกลายเป็นการผลักมิตรไปเป็นศัตรูโดยไม่จำเป็น สุ่มเสี่ยงต่อการบริหารงานและแผนปฏิรูป ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะจัดทำประชามติต่อไป อาจต้องสะดุดก่อนถึงปลายทาง แนวร่วมที่เคยสนับสนุน คสช.นับวันจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น คสช.ย่อมต้องคิดหนักกับการปรับ ครม.
สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สะท้อนคงไม่มีการปรับ ครม.ช่วงนี้ แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่ผู้วิเศษขี่ม้าขาว แต่ขี่ม้าขาเป๋ “วันนี้เราทำงานกันอยู่ อาจมีปัญหาบ้าง ซึ่ง รมต.โดนด่าทุกคน ...วันนี้ รมต.ลาออกกันหมดแล้ว บอกไม่ไหวเหนื่อยฉิบหาย ไม่คิดว่าจะเหนื่อยขนาดนี้”
เหตุผลต่างๆ ล้วนแต่ตอกย้ำว่าการปรับ ครม.ในช่วงนี้อาจมีแต่จะ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ที่สำคัญไม่มีหลักประกันว่าการปรับ ครม.แล้วจะทำให้การบริหารราชการดีขึ้น และหากเป็นเช่นนั้นการปรับ ครม.ก็จะเป็นชนวนความยุ่งเหยิงรอบใหม่







