
ปูดลงขันล้มรัฐบาล เกมเบรกกลุ่มป่วน
อย่างน้อยก็พอจะทำให้กลุ่มที่จะเคลื่อนไหวท้าทายต่อต้านรัฐบาลขยับลำบากขึ้น
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร แต่การปูดข่าวของ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ว่ามี 2 พรรคการเมืองลงขันหนุนการก่อเหตุป่วนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และวางแผนระดมมวลชนเรือนล้านโค่นล้มรัฐบาล ย่อมส่งผลให้นักการเมืองถูกจับจ้องและขยับตัวลำบากในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเวลานี้
แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่เป็นเพียงแค่การ “ดักคอ” พ่วง “ดิสเครดิต” นักการเมือง อย่างที่เคยถูกหยิบยกมาใช้ในอดีต แต่ก็ไม่อาจฟันธงได้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่ข่าวปล่อยเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่
เพราะระดับ พล.อ.ธวัชชัย อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ปัจจุบันมารับตำแหน่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ย่อมต้องมีแหล่งข่าวและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ลึกกว่าคนทั่วไป
อย่างในประเด็นเรื่องเหตุรุนแรงในชายแดนภาคใต้ ช่วงวันที่ 15-17 ก.ค. นั้นก็สอดรับกับหน่วยข่าวกรองที่เคยออกมาเตือนว่าพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความรุนแรงในพื้นที่เข้ามาช่วงการเฉลิมฉลองวันฮารีรายอ หรือวันอีดิลฟิตริ ในระหว่างวันที่ 16-19 ก.ค.
ทำให้เจ้าหน้าที่ออกมาประกาศเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ส่วนจะเชื่อมโยง 2 พรรคไหนหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ชัดเจน
เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการวางแผนจัดตั้งแกนนำรวบรวมคนในอัตรา 1 ต่อ 100 คน ตั้งเป้า 1 ล้านคน โดยมีประชาชนจากภาคใต้เป็นกองหน้าและกองหลัง ส่วนประชาชนจากภาคอีสานเป็นกองกลาง เพื่อเข้ามาชุมนุมโค่นล้มรัฐบาลในกรุงเทพฯ
แม้จะมีรายละเอียดชัดเจนถึงแผนปฏิบัติการ ถึงขั้นวางตัวกองหน้ากองหลัง แต่ยากจะหาหลักฐานได้ว่าพรรคไหนอยู่เบื้องหลังและมีเหตุผลเพราะอะไร
เมื่อในทางปฏิบัติ การระดมมวลชนให้ได้หนึ่งล้านคนย่อมต้องใช้ทั้งกำลังทรัพย์และฐานมวลชนในพื้นที่ที่จะต้องมีเครือข่ายเข้มแข็ง และไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับพรรคเล็กหรือพรรคขนาดกลางที่จะปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวได้ขนาดนี้
อีกทั้งในแง่ความจำเป็นที่จะต้องทุ่มสรรพกำลังมาเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาล คสช.นั้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะอย่างไรเสียทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแมป
ถึงจะมีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนออกไปช้ากว่ากำหนดเดิม แต่การจะเคลื่อนไหวท้าทาย คสช. หรือถึงขั้นโค่นล้มรัฐบาล ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในวันที่ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
วิเคราะห์แล้วเป้าหมายของการเปิดประเด็นนี้จึงอาจหวังผลไปที่การส่งสัญญาณปรามไปยังกลุ่มการเมืองที่จ้องจะเคลื่อนไหวในช่วงนี้ โดยอาศัยจังหวะที่รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ ต้องเผชิญแรงเสียดทานที่รุมเร้าเวลานี้
ดังจะเห็นจากถ้อยแถลงในช่วงท้าย ที่ พล.อ.ธวัชชัย วิงวอนวอนกลุ่มไม่หวังดีให้ยุติความเคลื่อนไหว รวมไปถึงประชาชน นักศึกษา และคณาจารย์ ให้ร่วมกันสร้างประเทศให้เกิดความสงบสุข
หากดูที่มาที่ไปของ พล.อ.ธวัชชัย ถือเป็นบุคคลไม่ธรรมดา ก่อนมารับตำแหน่งสมาชิก สปช. เคยได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ตรวจพบภายหลังว่าขาดคุณสมบัติจึงต้องลาออก
ที่สำคัญยังด้วยสถานะเป็นเพื่อนเตรียม ทหาร 12 รุ่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การออกมาจุดประเด็นแต่ละครั้งจึงล้วนแต่มีนัยที่ต้องติดตาม
หากย้อนดูผลงานก่อนหน้านี้ พล.อ.ธวัชชัย เคยออกมาระบุว่า นักศึกษาที่เข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองกับกลุ่มดาวดิน เมื่อเดือนก่อน ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติองค์กรหนึ่ง
นอกจากถูกมองว่าเป็นการดิสเครดิตกระบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาแล้ว ยังเป็นการ “ตัดตอน” ลดกระแสไม่ให้มีแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหวจนบานปลายสั่นคลอนรัฐบาล
รอบนี้กระแสเริ่มจุดติด ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์รีบออกมาปฏิเสธพร้อมจี้ให้ พล.อ.ธวัชชัย พูดให้ชัดเจนว่า 2 พรรคการเมืองไหนที่อยู่เบื้องหลังความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และล้มรัฐบาล เพื่อจะได้ไม่ทำให้พรรคการเมืองเสียหาย
ยิ่งกว่านั้น วรชัย เหมะ อดีต สส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย สวนกลับว่า พอเกิดสภาวะยากลำบากก็อ้างว่าพรรคการเมืองป่วน เป็นการทำเพื่อหาทางออกให้ตัวเองดูดีด้วยการใส่ร้ายป้ายสี
ไม่ต่างจากประชาธิปัตย์ที่พยายามจี้ให้เจ้าตัวออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความกระจ่าง ไม่ให้ความคลุมเครือมาเป็นปัญหากับพรรคการเมือง
บางกระแสมองว่าเป็นเพียงแค่การเร่งสร้างผลงานในช่วงโค้งสุดท้ายก่อน สปช.จะหมดวาระ และบางส่วนจะต้องแปลงร่างไปสู่สภาขับเคลื่อนปฏิรูป
แต่ทาง พล.อ.ธวัชชัย ยืนยันว่าจะไม่เปิดเผยชื่อ 2 พรรคการเมือง เพราะไม่สามารถเปิดเผยได้ และอย่ากินปูนร้อนท้อง หากไม่ได้ทำจะเสียหายอะไร เป็นการพูดในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ก้าวก่ายใคร
สุดท้ายนี่ก็อาจกลายเป็นเพียงแค่กระแสที่หายไปในที่สุด แต่อย่างน้อยก็พอจะทำให้กลุ่มที่จะเคลื่อนไหวท้าทายต่อต้านรัฐบาลขยับลำบากขึ้น







