posttoday
ดีลนิวเคลียร์อิหร่าน เขย่าตลาดน้ำมันโลก

ดีลนิวเคลียร์อิหร่าน เขย่าตลาดน้ำมันโลก

16 กรกฎาคม 2558

โดย..ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย..ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ในที่สุดหลังการถกประเด็นบนโต๊ะเจรจาเกือบ 2 ปี และยืดเยื้อจนเลยกำหนดเส้นตายมาแล้วหลายครั้ง การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านก็บรรลุผลสำเร็จในที่สุด ซึ่งความคืบหน้านี้ต้องยอมรับจริงๆ ว่าจุดนี้กำลังจะเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญของตลาดน้ำมันโลกเลยทีเดียว

อิหร่านกับชาติสมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ทั้ง 5 ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย บวกกับเยอรมนี เปิดห้องประชุมหารือกันในประเด็นการควบคุมการพัฒนาศักยภาพของแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โดยฝ่ายมหาอำนาจทั้ง 6 เสนอจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติ เท่ากับเป็นการเปิดทางให้อิหร่าน ประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก กลับมาส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ บิจาน มันดาร์ ซันกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันแห่งอิหร่าน เปิดเผยว่า อิหร่านมีศักยภาพในการส่งออกน้ำมันได้ 5 แสนบาร์เรล/วัน ในทันทีหลังจากผ่อนคลายการคว่ำบาตร และยังสามารถส่งออกน้ำมันเพิ่มได้อีก 5 แสนบาร์เรล/วัน ในอีก 6 เดือนหลังจากนี้

เท่ากับว่าอิหร่านมีศักยภาพจะสามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน เลยทีเดียว

กรณีดังกล่าวย่อมเป็นการเปลี่ยนโฉมสภาพการของตลาดน้ำมันดิบโลกอย่างแน่นอน โดยในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบโลกเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 55-60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าช่วงกลางปีที่แล้วถึงราว 50% อันเป็นผลจากปริมาณซัพพลายน้ำมันที่เพิ่งขึ้นอย่างกะทันหันตามการผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐ

การที่อิหร่านเข้ามาเป็นส่วนแบ่งตลาดน้ำมันโลก ย่อมทำให้ราคาน้ำมันปรับฐานลงอีกอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้มีอัตรากำลังการผลิตน้ำมันอยู่ที่ 2.8 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่ข้อมูลจากบีพี ธุรกิจด้านพลังงานยักษ์ใหญ่จากอังกฤษ ระบุว่า อิหร่านมีปริมาณน้ำมันสำรองถึง 1.578 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการให้ตลาดจีนมากกว่า 40 ปี

ในยุคก่อนการคว่ำบาตร อิหร่านค้นพบน้ำมันเป็นครั้งแรกในปี 1908 และสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 6 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วง 70 ปีหลังจากนั้น

นอกจากนี้ อิหร่านยังแสดงความมั่นอกมั่นใจในศักยภาพการส่งออกน้ำมันของตัวเอง โดยรัฐมนตรีน้ำมัน ซันกาเนห์ ถึงกับส่งจดหมายให้กับเพื่อนสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อีก 11 ชาติ เตือนให้เตรียมตัวสำหรับการกลับมาของอิหร่าน

ทั้งนี้ หลังจากเกิดภาวะน้ำมันท่วมตลาดจากเชลออยล์ของสหรัฐ สมาชิกโอเปกทั้ง 12 ชาติ ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนราคาน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ตัดสินใจกำหนดเพดานการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วัน ตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. 2014 ซึ่งต้องถือเป็นการแหวกแนวนโยบายแบบเดิมมาก เนื่องจากปกติแล้วโอเปกจะเลือกปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงเพื่อดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น

 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโอเปกซึ่งนำโดยซาอุดิอาระเบียเลือกที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า โดยอาศัยปัจจัยตรงที่โอเปกมีพื้นฐานการผลิตน้ำมันได้ถูกกว่ากลุ่มประเทศนอกโอเปก จึงเชื่อว่าเมื่อราคาน้ำมันต่ำเป็นระยะเวลานานๆ กลุ่มประเทศนอกโอเปกจะขาดทุนและต้องเลิกกิจการที่ไม่ทำกำไรในที่สุด

ดังนั้น การกลับมาของอิหร่านย่อมกลายหนึ่งในปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงเกมราคาน้ำมันที่ซาอุดิอาระเบียกำลังคุมตลาดอยู่อย่างแน่นอน โดยปริมาณน้ำมันจากอิหร่านนอกจากจะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงจนเกินกว่าที่ซาอุดิอาระเบียจะควบคุมได้ อิหร่านจะกลายเป็นคู่แข่งหน้าใหม่ที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในเอเชียอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ แม้ซาอุดิอาระเบียกับโอเปกจะเป็นประเทศมุสลิมเหมือนกัน แต่ทั้งคู่กลับถือนิกายที่แตกต่างกัน และเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันในการเมืองตะวันออกกลาง และไม่มีทางจะลงรอยกันได้ กรณีการแย่งตลาดน้ำมันจึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่าจับตากันมากว่า อาจเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จนดันราคาน้ำมันให้ขึ้นสูงมากกว่าจะดิ่งลงตามปริมาณการส่งออกน้ำมัน

เนื่องจากหลังข่าวการบรรลุข้อตกลงระหว่างอิหร่านกับฝ่ายมหาอำนาจไม่นานนัก มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งกลุ่มอาหรับและอิสราเอล ซึ่งเป็นศัตรูกับอิหร่าน ระบุว่า การยกเลิกการคว่ำบาตรจะทำให้สาธารณรัฐอิสลามมีเศรษฐกิจดีขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินที่อิหร่านจ่ายเพื่อสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลางมีขึ้นมากไปด้วย ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการเพิ่มความรุนแรงในภูมิภาคนั่นเอง

อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ ซึ่งเป็นนิกายเดียวกับอิหร่านในตะวันออกกลางอย่างเปิดเผยมานานแล้ว ทั้งการสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรีย กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนในการต่อสู้กับอิสราเอล และกลุ่มฮูธีในเยเมนซึ่งสามารถขยายอิทธิพลจนคว่ำรัฐบาลได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดน้ำมันโลกอย่างเต็มตัวยังถือว่าอีกไกลสำหรับอิหร่าน เนื่องจากมีแนวโน้มว่าการผ่อนคลายการคว่ำบาตรทั้งหมดจะมีขึ้นเมื่ออิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงทั้งหมดแล้วเท่านั้น

ยืนยันได้จากถ้อยแถลงของ จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ที่ระบุว่า การผ่อนคลายการคว่ำบาตรจะมีขึ้นต่อเมื่ออิหร่านทำตามเงื่อนไขข้อตกลงทั้งหมด ทั้งการรื้อถอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในจังหวัดอารักออก และส่งออกยูเรเนียมที่มีอยู่ทั้งหมดออกไปต่างประเทศ

สอดรับกับทางด้านโกลด์แมน แซคส์ ที่เชื่อว่าการเพิ่มปริมาณส่งออกน้ำมันอีก 5 แสนบาร์เรล/วัน จะต้องใช้เวลาอีกราว 1 ปี เนื่องจากอิหร่านต้องใช้เวลากว่าจะสามารถถอนโครงการเกี่ยวกับนิวเคลียร์ออกไปได้

นอกจากนี้ การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ยังส่งผลให้อิหร่านขาดแคลนเทคโนโลยีในการขุดเจาะน้ำมันระดับสูงอีกด้วย ทำให้ในความเป็นจริงแล้วอิหร่านไม่มีศักยภาพเพียงพอในการผลิตน้ำมันเพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศด้วยซ้ำ ดังนั้น การยกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่านจึงเป็นทางเดียวที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำมัน และสูบน้ำมันมาใช้ได้

กว่าอิหร่านจะสามารถผลิตน้ำมันได้อย่างเต็มที่คือ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ตามที่รัฐมนตรีกล่าวอ้างไว้ จึงต้องใช้เวลาอีกปีกว่าเลยทีเดียว แม้ในปัจจุบันจะมีธุรกิจต่างชาติมาจ่อคิวจะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนกับธุรกิจน้ำมันในอิหร่านหลายเจ้าแล้วก็ตาม หลังจากนั้นปริมาณน้ำมันจากอิหร่านจะไหลทะลักเข้าสู่ตลาดโลก และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ตลาดน้ำมันโลกเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท