
เอลนินโญแผลงฤทธิ์ถล่มไทย-เอเชีย
สร้างความวิตกกังวลกันไปทั่วประเทศ สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น โดยระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ก็อยู่ในปริมาณต่ำ ที่แน่นอนว่าได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรในหลายพื้นที่ของไทยแล้ว
สร้างความวิตกกังวลกันไปทั่วประเทศ สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น โดยระดับน้ำในเขื่อนต่างๆ ก็อยู่ในปริมาณต่ำ ที่แน่นอนว่าได้เริ่มส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรในหลายพื้นที่ของไทยแล้ว
สำนักข่าวบลูมเบิร์กเปิดเผยรายงานระบุว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญได้เริ่มต้นสร้างผลกระทบต่อการทำการเกษตรในเอเชีย โดยมีฝนตกน้อยลงในออสเตรเลีย รวมไปถึงพื้นที่ทำการเกษตรในเอเชีย ซึ่งทางตอนกลางของประเทศไทยนั้นกำลังเผชิญความแห้งแล้งที่สุดในรอบมากกว่า 20 ปี
รายงานระบุว่า เอลนินโญได้ก่อให้เกิดความแห้งแล้งที่ได้ส่งผลให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรของไทย ประเมินว่า ผลผลิตข้าวของไทยจากการปลูกข้าวนาปี ที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.ย. อาจจะปรับตัว
ลดลงถึง 14% ไปอยู่ที่ 23.3 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006
“ความแห้งแล้งในปีนี้รุนแรงทีเดียว” สุภาพร บงสุนันทน์ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศการเกษตร กล่าว พร้อมระบุว่า ความแห้งแล้งอันเนื่องมาจากเอลนินโญจะทำให้ผลผลิตลดลง และเกษตรกรอาจจะลดปริมาณการปลูกข้าว ท่ามกลางราคาข้าวที่ไม่น่าดึงดูดด้วย
ทั้งนี้ ทางสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียและสหรัฐ ก็ต่างประเมินว่า ปรากฏการณ์เอลนินโญมีแนวโน้มจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2016 และรูปแบบของการเกิดเอลนินโญนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์เอลนินโญที่รุนแรงในปี 1997-1998 ซึ่งทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า เป็นความเสี่ยงต่อการปลูกข้าวในเอเชีย อเมริกากลาง และผลผลิตข้าวทั่วโลกจะปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากนี้แล้ว บลูมเบิร์กยังรายงานถึงสถานการณ์ความแห้งแล้งของประเทศอื่นๆ ด้วย โดยทางธนาคารเนชั่นแนลออสเตรเลีย ประเมินว่า เอลนินโญจะทำให้ผลผลิตของข้าวสาลีในปีนี้ ปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี
ส่วนทาง วี เอส บาเทีย ผู้อำนวยการของกรมวิจัยถั่วเหลืองของรัฐบาลอินเดีย ระบุว่า ต้นถั่วเหลืองที่หว่านไปนั้นจำเป็นต้องได้รับน้ำในสัปดาห์นี้ มิฉะนั้นแล้วอาจจะต้องถอนออกและปลูกถั่วเลนทิลแทน
“น้ำฝนในเดือน ก.ค. และ ส.ค. มีความสำคัญอย่างมากต่อสถานการณ์การทำการเกษตร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลผลิตหากฝนไม่ตก เนื่องจากได้หว่านเมล็ดไปแล้ว”ซิดดาตา โคธารี นักเศรษฐศาสตร์ของสุนิดี เซคคิวริตี้ แอนด์ ไฟแนนซ์ ระบุ
จากปรากฏการณ์เอลนินโญนี้ ยังได้ทำให้ทาง โมฮัมเหม็ด อีมีร์ มาวานิ อับดุลลาห์ ประธานบริหารของเฟลดา โกลบอล เวนเจอร์ โฮลดิ้ง คาดว่าจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 2,500 ริงกิต/ตัน จากราคาปัจจุบันที่ราว 2,190 ริงกิต/ตัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวลดลงไปแล้ว 3.4%
นอกจากนี้แล้ว ทางซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากเอลนินโญนั้น ยังเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย
“ราคา (อาหาร) ที่เพิ่มขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้จากเอลนินโญ และสถานการณ์ฝนไม่ตกที่ย่ำแย่กว่านี้” เวนย์ กอร์ดอน นักวิเคราะห์จากยูบีเอส กรุ๊ป ในสิงคโปร์ กล่าว







