
ลุ้นพายุ 2 ลูกสุดท้ายเข้าไทย นักวิชาการผวาแล้งยาว 10 ปี
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวที “วิกฤตภัยแล้ง น้ำ ดิน อากาศและการรับมือ” โดย สุจริต คูณธนกุลวงศ์
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดเวที “วิกฤตภัยแล้ง น้ำ ดิน อากาศและการรับมือ” โดย สุจริต คูณธนกุลวงศ์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า มีแนวโน้มว่าในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย. จะมีฝนตก โดยปีนี้คาดว่าจะเหลือมรสุมพัดฝนมาสู่ประเทศไทยอีกเพียง 2 ลูกเท่านั้น โดยรัฐบาลตั้งเป้าเก็บน้ำให้ได้ 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อสำรองทำน้ำประปาสำหรับภาคกลางจนถึงฤดูฝนหน้า ซึ่งมีปริมาณความต้องการ 600 ล้าน ลบ.ม./เดือน แต่ถ้าได้น้ำฝนเพียง 3,500 ล้าน ลบ.ม. ก็ปลูกข้าวนาปรังไม่ได้อีกฤดูกาล
“ต้องติดตามว่า วันที่ 1 พ.ย. จะมีน้ำในเขื่อนเกิน 6,000 ล้าน ลบ.ม.หรือไม่ ถ้ามีก็จะเพียงพอต่อการใช้น้ำแก้ปัญหาภัยแล้งและผลิตน้ำประปาเพื่อการบริโภคอุปโภค” สุจริต กล่าว
สุจริต กล่าวว่า คนกรุงเทพฯ ควรเริ่มประหยัดน้ำ หากจนถึงวันที่ 15 ส.ค. ฝนยังไม่ตก ก็จะเสี่ยงกับปัญหาการผลิตน้ำประปาที่มีน้ำเค็มหนุน จำเป็นต้องผันน้ำจากฝั่งธนบุรีเข้ามาช่วยฝั่ง กทม. ถ้าฝนตกต่ำกว่า 200 มิลลิลิตร/เดือน ก็ยังไม่ถือว่าพ้นวิกฤต เพราะควรจะมีปริมาณฝนตกอยู่ที่ 400 มิลลิลิตร/เดือน จึงจะสบายใจได้
สุจริต กล่าวว่า เกษตรกรควรปลูกข้าวระยะสั้น ซึ่งช่วงนี้ต้องอาศัยน้ำฝนไปก่อน ส่วนเขื่อนจะเก็บน้ำฝนไว้ใช้หน้าแล้งและไม่ปล่อยน้ำให้ทำนา และหากปีหน้าแล้งอีกก็ไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้ ขณะที่วิกฤต
เอลนินโญนั้นตามมติจากการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ข้อสรุปตรงกันว่าจะยาวไปจนถึงเดือน ธ.ค.นี้
สำหรับปรากฏการณ์เอลนินโญที่จะส่งผลในระยะยาว และฝนที่จะตกเพียง 2 เดือน อาจส่งผลให้ช่วงเดือน พ.ย. 2558-พ.ค. 2559 อาจจะไม่มีน้ำประปาใช้ และการปลูกข้าวนาปรังอาจจะเป็นเรื่องยาก
ทั้งนี้ จากการประชุมองค์การยูเนสโกที่ผ่านมา พบว่าอนาคตสภาพอากาศจะมีการเปลี่ยนขั้ว แอฟริกาที่แล้งหนักเป็นสิบปีก็จะเริ่มมีน้ำ ขณะที่ในประเทศไทยก็จะเริ่มแล้งยาวนานต่อเนื่องอาจจะเป็นสิบปี เช่นเดียวกับแอฟริกาก็ได้
ดุษฎี ศุขวัฒน์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี กล่าวว่า จากการพยากรณ์ฝนปีนี้มีแนวโน้มน้อยลงกว่าปกติ โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน ปัจจุบันการพยากรณ์เอลนินโญ
มีความถูกต้องมากขึ้น โดยมีโอกาสมากกว่า 90% ที่จะแล้งต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า และ 80% จะทำให้ฝนแล้งในเอเชียและออสเตรเลียถึงกลางปีหน้า ฝนในไทยจึงน้อยลง
ดุษฎี กล่าวว่า จากหลายโมเดลพบว่าตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา เอลนินโญรุนแรงเพิ่มขึ้นจนถึงเดือน พ.ย. และถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรงมาก หลายประเทศมีการเตรียมพร้อมรับมือ ทั้งนี้ การพยากรณ์รายฤดูยังต้องพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะการพยากรณ์ในพื้นที่เจาะจงที่ยังไม่สามารถทำนายล่วงหน้าเกินกว่า 9 เดือน แต่ก็สรุปได้ว่าปีนี้ฝนในประเทศไทยจะน้อยกว่าปกติ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา ฝนน้อยมากกว่าปีอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอีสานตอนล่างและภาคกลาง แต่ปลายปีจะมีพายุเข้ามา
อมร พิมานมาศ นักวิจัย สกว. จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบถนนเลียบคลองที่มีการทรุดตัว พบว่าชั้นดินสไลด์เป็นการวิบัติแบบเลื่อนหมุน ที่เกิดจากน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภาวะน้ำแล้งและการสูบน้ำ ทำให้สูญเสียสภาพเดิมของถนน
อมร กล่าวว่า หากยังมีภัยแล้งและมีการสูบน้ำอย่างต่อเนื่อง การวิบัติอาจลุกลามและรุนแรงมากขึ้นได้ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับถนนแล้ว ยังอันตรายต่อบ้านเรือนที่ก่อสร้างริมถนน แม้จะมีการตอกเสาเข็มก็ตาม หากพบสัญญาณเตือน เช่น รอยแยกบนถนนและมีพื้นต่างระดับเกิดขึ้นต้องเฝ้าระวัง งดใช้ถนนและห้ามสูบน้ำเด็ดขาด รวมถึงหากมีการซ่อมแซมถนนควรยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้รองรับได้ทั้งภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งได้ด้วย
ด้าน ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) กล่าวว่า คลองส่งน้ำดิบฝั่งตะวันตกผ่าน จ.นครปฐม ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลหนุน เนื่องจากรับน้ำมาจากเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ผ่านทางแม่น้ำแม่กลอง ก่อนไหลเข้าสู่คลองน้ำดิบไหลผ่าน จ.นครปฐม จากนั้นส่งต่อไปยังโรงงานผลิตน้ำมหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เพื่อผลิตน้ำประปาสำหรับเขตกรุงเทพมหานคร







