
ปฏิรูปองค์กรอิสระ
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ณ โรงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี ผ่านมา 3 วัน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ ณ โรงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี ผ่านมา 3 วัน ใช้เวลาหมดไปกับการพิจารณาเรื่อง “หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณาเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเนื้อหาสำคัญอยู่ที่ “อำนาจของศาล-การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และองค์กรอิสระ”
เริ่มต้นด้วย “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” คณะ กมธ.ยกร่างฯ ยังกำหนดให้มีไว้ตามเดิม เพื่อเป็นองค์กรสำหรับวินิจฉัยคดีการทุจริตของนักการเมืองระดับบิ๊ก แต่มีประเด็นที่ปรับเปลี่ยนสำคัญ คือ การให้ผู้ต้องคำพิพากษาสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น
“ศาลรัฐธรรมนูญ” ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงในเชิงอำนาจหน้าที่ แต่ประเด็นใหม่อยู่ที่การให้ประชาชนที่มีอยู่ในสถานะถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพสามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ไม่เหมือนกับในอดีตกว่าประชาชนจะได้รับสิทธิตรงนี้ต้องรอให้องค์กรอื่นๆ วินิจฉัยก่อนถึงจะไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
แต่หากจะบอกว่าประเด็นไหนที่น่าสนใจและมองได้ว่าเป็นต้นทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคต คือ “การบัญญัติให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย สุจริต และการดำเนินกระบวนการจะต้องมีการกำหนดระยะเวลาในขั้นตอนต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน”
สำหรับการ “ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ปรากฏว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้รื้อใหม่เกือบทั้งหมด กล่าวคือ เดิมทีกำหนดให้การถอดถอนกระทำโดยการประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎร+วุฒิสภา) เท่านั้น แต่ได้เปลี่ยนให้เป็นหน้าที่ของ “รัฐสภา” และ “วุฒิสภา” แล้วแต่กรณี
การถอดถอนโดยรัฐสภาจะกระทำได้เฉพาะผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. และ สว. ซึ่งจะต้องมีมติไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาเท่าที่มีอยู่ แต่การถอดถอนโดยวุฒิสภาจะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ซึ่งจะเป็นการถอดถอนเฉพาะกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษา ข้าราชการอัยการหรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เป็นผู้ถูกกล่าวหา
โดยสิ่งที่เพิ่มขึ้นใหม่ คือ การถอดถอนบุคคลด้วยเหตุจากการกระทำความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง
กระบวนการการถอดถอนที่มาจากความผิดจริยธรรม จะเริ่มจากเมื่อรัฐสภาหรือวุฒิสภาได้รับคำร้องแล้ว ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน
จากนั้น ป.ป.ช.จะตั้งคณะกรรมการที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการพิจารณาการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติธรรมจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจาก ป.ป.ช. 1 คน และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐองค์กรละ 1 คน และทันทีที่คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว จะส่งให้รัฐสภาหรือวุฒิสภาต่อไป
ขณะที่ “องค์กรอิสระ” ทั้งในเรื่องจำนวนและที่มาของแต่ละองค์กร คณะ กมธ.ยกร่างฯ ลงมือผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
จำนวนขององค์กรอิสระ คณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้มี 5 องค์กร ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2.คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 3.คณะกรรมการ ป.ป.ช. 4.ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ 5.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
ด้านที่มาของแต่ละองค์กร พบว่าเป็นในรูปแบบ “ความเหมือนที่แตกต่าง”
หมายความว่า จะมีคณะกรรมการสรรหาทุกองค์กรจำนวน 7 คน โดยมีกรรมการสรรหา 6 คนแรกเหมือนกัน ได้แก่ 1.ประธานหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน 2.ประธานหรือตุลาการศาลปกครองสูงสุด 1 คน 3.ประธานสภาหรือ สส.พรรคร่วมรัฐบาล 1 คน 4.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาหรือ สส.ฝ่ายค้าน 1 คน 5.อธิการบดีซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเลือกจำนวน 1 คน 6.ตัวแทนจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน จับสลากให้เหลือจำนวน 1 คน
ความแตกต่างจะอยู่ที่กรรมการสรรหาคนที่ 7 ที่แตกต่างกันสิ้นเชิง
กรรมการสรรหา กกต.จะมาจากการจับสลากขององค์กรชุมชนระดับจังหวัด คตง.จะเป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพด้านการบัญชีและตรวจสอบภายใน ส่วนของ ป.ป.ช.จะเป็นประธานหรือผู้พิพากษาศาลฎีกา กสม.จะมีองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนมาร่วมสรรหา และให้ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าเข้ามาทำหน้าที่สรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงถึงเหตุผลที่ให้มีการจับสลากเลือกกรรมการสรรหาองค์กรอิสระว่า การจับสลากจะเป็นการป้องกันการล็อบบี้ และไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งผูกขาดการเข้ามาเป็นกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ
“หากไม่ใช้การจับสลากก็จะต้องมาทำการตั้งกรรมการสรรหาเพื่อสรรหากรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีก ก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.อ.เลิศรัตน์ ยอมรับว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ เตรียมพิจารณาความเป็นไปได้ถึงการปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่ง สว.ด้วยวิธีการจับสลากไปเป็นระบบการสรรหา
ทั้งนี้ การประชุมคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 16 ก.ค. จะพิจารณาเนื้อหาเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง







