
กมธ.ยกร่างรธน.สรุปหมวดองค์กรอิสระแยกผู้ตรวจ-กสม.
กมธ.ยกร่างฯสรุปองค์กรอิสระ แยกผู้ตรวจ-กสม.ออกจากกัน หลังถูกกดดันหนัก วางระบบจับสลากเลือกกรรมการสรรหา แจง ป้องกันสรรหาหน้าซ้ำ
กมธ.ยกร่างฯสรุปองค์กรอิสระ แยกผู้ตรวจ-กสม.ออกจากกัน หลังถูกกดดันหนัก วางระบบจับสลากเลือกกรรมการสรรหา แจง ป้องกันสรรหาหน้าซ้ำ
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า คณะกมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในเรื่ององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเสร็จสิ้นทุกองค์กรแล้วนอกเหนือไปจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คณะกมธ.ยกร่างฯพิจารณาเสร็จสิ้นก่อนหน้านี้ สำหรับองค์กรที่เหลือที่กมธ.ยกร่างฯได้ข้อสรุปแล้วประกอบด้วย คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งแต่ละองค์กระจะมีวาระและการได้มาซึ่งตำแหน่งแตกต่างกัน
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า คตง.จะประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 คนมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี โดยมีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 7 คนประกอบด้วย 1.ประธานหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน 2.ประธานหรือตุลาการศาลปกครองสูงสุด 1 คน 3.ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือสส.จากฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล 4.ผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯหรือสส.จากฝ่ายค้าน 1 คน 5.อธิการบดีที่มาจากการเลือกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย 1 คน 6.ประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน จับสลากกันเองให้เหลือ 1 คน และ 7.ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีและการตรวจสอบภายใน ซึ่งจับสลากให้เหลือ 1 คน ส่วนอำนาจหน้าที่จะไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูกต่อไป
ด้านคณะกรรมการป.ป.ช. พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า จะประกอบด้วยกรรมการจำนวน 9 คนจากผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ พร้อมกับกำหนดความเชี่ยวชาญเอาไว้หลายด้าน ได้แก่ กฎหมาย รัฐศาสตร์ การเงินการบัญชี เศรษฐศาสตร์ การบริหารงานภาครัฐ การบริหารงานภาคเอกชน หรือ มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี สาเหตุที่ให้ป.ป.ช.มีวาระ 9 ปี เนื่องจากป.ป.ช.ทำหน้าที่กึ่งตุลาการ และมีคดีที่ต้องพิจารณาเป็นจำนวนมาก จึงสมควรต้องใช้เวลาในการทำงานมากพอสมควรเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากกรรมการป.ป.ช.คนต้องพ้นจากตำแหน่งนอกเหนือไปจากการพ้นจากตำแหน่งภายหลังครบวาระ บุคคลที่เข้ามาแทนที่จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี ต่างองค์กรอื่นที่คนใหม่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้วจะมีอยู่ในตำแหน่งได้เท่าที่เหลืออยู่ สำหรับคณะกรรมการสรรหาป.ป.ช.จะเหมือนกับกกต.และคตง.ที่มี 7 คน แต่จะมีความแตกต่างกันทีกรรมการสรรหาคนที่ 7 ซึ่งกรรมการสรรหาป.ป.ช.คนที่ 7 จะเป็นประธานศาลฎีกาหรือผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 1 คน
"การสรรหาป.ป.ช. คณะกรรมการสรรหาจะต้องมีมติ 2ใน3 หรือ 5 เสียงขึ้นไปจากกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน จากนั้นจะส่งรายชื่อให้วุฒิสภาลงมติเห็นชอบ เมื่อวุฒิสภาลงมติแล้ว ถ้ามีกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบบุคคลหนึ่งบุคคลใด ต้องส่งคืนมาให้คณะกรรมการสรรหาและหากคณะกรรมการสรรหามีมติยืนยันด้วยมติเอกฉันท์ 7 เสียง เพื่อให้ดำรงตำแหน่งก็จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย แต่ถ้ามติไม่เป็นเอกฉันท์ จะต้องดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมและส่งให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง"พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
พล.เลิศรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ คณะกมธ.ยกร่างฯมีความเห็นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินและกสม.แยกออกจากกัน จากเดิมที่คณะกมธ.ยกร่างฯกำหนดให้ควบรวมกันและเปลี่ยนชื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ กรรมการกสม.จะมี 7 คนตามเดิม การสรรหาจะคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์การเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งจะไปกำหนดในรายละเอียดในร่างพ.ร.บ.กสม.ฉบับใหม่ที่คณะกมธ.ยกร่างฯจะพิจารณาต่อไป
ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีจำนวน 3 คน มีวาระทำงาน 6 ปี โดยการสรรหาจะให้คณะกรรมการสรรหา7คนแบบเดียวกับกกต.แต่ในส่วนของกรรมการสรรหาคนที่ 7 จะเป็นปลัดกระทรวงหรือบุคคลที่มีตำแหน่งเทียบเท่าซึ่งจับสลากกันเองให้เหลือ 1 คน สาเหตุที่ต้องให้มีกรรมการสรรหาในองค์ประกอบนี้ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินต้องเป็นผู้ที่รู้งานระบบราชการ จึงจำเป็นต้องให้มีปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่ามาเป็นกรรมการสรรหา
"ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีความเหมือนกับป.ป.ช. คือ ถ้ามีผู้ตรวจการแผ่นดินพ้นจากตำแหน่งนอกเหนือไปจากการพ้นจากตำแหน่งด้วยของการอยู่ครบวาระ เช่น ลาออก หรือ อายุครบ 70 ปี ผู้ที่ได้รับสรรหามาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินแทนจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี ไม่ใช่อยู่ต่อตามวาระที่เหลือของคนในอดีต" พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
โฆษกคณะกม.ยกร่างฯ ยืนยันว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีภาระหน้าที่ในการตรวจสอบจริยธรรมอยู่ เช่น การปลูกฝังจริยธรรม การกำหนดประมวลจริยธรรมต่างๆ ส่วนขอบเขตเรื่องอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสอบสวนจะบัญญัติไว้ในกฎหมายลูกต่อไป
อย่างไรก็ตาม องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกองค์กรจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งต่อไปจะมีการจัดทำกฎหมายตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยคาดว่าจะมีกรรมการจำนวน 5-6 คน และมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คน การทำหน้าที่จะเป็นลักษณะการจัดทำรายงานประเมินผลเป็นรายปีและส่งให้รัฐสภา
เมื่อถามว่า สาเหตุที่ให้แยกคณะกมธ.ยกร่างฯให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจการแผ่นดินแยกออกจากกันเพราะอะไร พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ที่ผผ่านคณะกมธ.ยกร่างฯได้รับหนังสืออย่างมากมายทั้งองค์กรในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 7 คำขอ ที่เห็นตรงกันว่าหากให้ทั้งสององค์กรรวมกัน อาจมีปัญหาในเรื่องการสร้างหลักประกันด้านการคุ้มครองสิทธิมุนษยชน คณะกมธ.ยกร่างฯจึงเห็นว่าควรให้ทั้งสององค์กรแยกออกจากกัน แต่คณะกมธ.ยกร่างฯเตรียมจะบัญญัติในบทเฉพาะกาลว่าให้มีการประเมินผลการทำงานของสององค์กรนี้ในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เพื่อพิจารณาการทำงาน เสมือนเป็นตัวเร่งให้ทั้งสององค์กรสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน
เมื่อถามว่า เหตุใดถึงให้มีการจับสลากเลือกกรรมการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ต้องเข้าใจคณะกรรมการสรรหาจำเป็นต้องมีความหลากหลาย และความรวดเร็ว สมมติในกรณีกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 1 คนที่มาจากปลัดกระทรวงหรือบุคคลที่เทียบเท่า จะพบว่ามีอยู่มากกว่า 20 คน ซึ่งไม่ใช่การจับสลากก็จะต้องมาทำการตั้งกรรมการสรรหาเพื่อสรรหากรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดินอีกอาจเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะระยะเวลาการสรรหากรรมการองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีเวลาจำกัด อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าคณะกมธ.ยกร่างฯเตรียมพิจารณาความเป็นไปได้ถึงการปรับเปลี่ยนการได้มาซึ่งสว.ด้วยวิธีการจับสลากไปเป็นระบบการสรรหา
"จริงๆคณะกมธ.ยกร่างฯจะกำหนดลงไปเลยก็ได้ว่าจะให้บุคคลที่ดำรงอยู่ในตำแหน่งใดมาทำหน้าที่กรรมการสรรหาโดยไม่ต้องจับสลาก เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดกรรมการสรรหาที่ซ้ำหน้ากัน จนเกิดความคุ้นเคยและนำไปสู่การล็อบบี้ แต่การจับสลากเลือกกรรมการสรรหาจะเป็นการป้องกันการล็อบบี้ และสร้างความโปร่งใส รวมไปถึงการป้องกันการผูกขาดในการเข้ามาเป็นกรรมการสรรหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง"พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว
ขณะเดียวกัน พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯในวันที่ 16ก.ค.จะเป็นการพิจารณาในส่วนของการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ภายหลังตัวแทนของคณะกมธ.ยกร่างฯได้ไปหารือกับตัวแทนของคณะกมธ.ปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 18 คณะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาแล้ว







