
ริบอำนาจกกต.ให้ศาลอุทธรณ์แจกใบแดง
กมธ.ยกร่างฯ ยืนหลักการตัดอำนาจ กกต.แจกใบแดง โยนให้เป็นสิทธิขาดของศาลอุทธรณ์
กมธ.ยกร่างฯ ยืนหลักการตัดอำนาจ กกต.แจกใบแดง โยนให้เป็นสิทธิขาดของศาลอุทธรณ์
ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของศาลยุติธรรมที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจสั่งให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) แต่ไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง)
ทั้งนี้ มีรายงานว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดให้ กกต.มีอำนาจให้ใบเหลืองได้เฉพาะกรณีที่ยังไม่มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นแล้วจะเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะพิจารณาทั้งกรณีใบเหลืองและใบแดง โดยเปิดช่องให้ผู้ที่ต้องคำพิพากษาหรือ กกต.ยื่นเรื่องไปที่ศาลฎีกาให้พิจารณาคดีได้หากไม่พอใจกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ส่วนการถอดถอนบุคคลและการตัดสิทธิทางการเมืองหรือสิทธิในการดำรงตำแหน่ง คณะ กมธ.ยกร่างฯ ทำการปรับสาระสำคัญโดยสรุปว่า การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมรัฐสภา แต่หากเป็นบุคคลที่วุฒิสภาแต่งตั้ง จะให้สิทธิวุฒิสภาในการถอดถอน โดยกระบวนการถอดถอนจะเริ่มจากการยื่นเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา จากนั้นส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อพิจารณาไต่สวน
ทั้งนี้ การลงมติถอดถอนในรัฐสภาจะต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 แต่ถ้าเป็นการถอดถอนในวุฒิสภาจะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของวุฒิสภา
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับศาลเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งในมาตรา 240 ได้มีการปรับเนื้อหาเพื่อให้สามารถยื่นอุทธรณ์พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ทั้งในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ให้อุทธรณ์ได้เฉพาะข้อเท็จจริงเท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่ให้การอุทธรณ์ทำได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพราะต้องการให้เป็นตามพันธกรณีต่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย
นายคำนูณ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังบัญญัติให้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐจะต้องกำหนดระยะเวลาในขั้นตอนต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และเป็นการแก้ไขปัญหากรณีที่การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างล่าช้า อย่างไรก็ตามการกำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะไปทำให้เกิดความเหมาะสมในอนาคต







