
ภัยแล้ง เดิมพันความเชื่อมั่น คสช. ​
ปัญหาภัยแล้งถือเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นอกจากจะเป็นบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือแล้ว ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ลากยาวไปถึงคะแนนนิยม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปัญหาภัยแล้งถือเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่นอกจากจะเป็นบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือแล้ว ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ลากยาวไปถึงคะแนนนิยม และส่งผลต่ออนาคต คสช.อย่างมีนัยสำคัญ
บรรยากาศในช่วงเวลานี้ชวนให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายรุนแรงกว้างขวาง ส่วนหนึ่งถูกมองว่าเป็นเพราะความผิดพลาดจากการประเมินสถานการณ์ที่ทำให้ทุกอย่างสายเกินแก้
วลี "เอาอยู่" กลายเป็นคำพูดที่คอยหลอกหลอนและฉุดความเชื่อมั่นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นับแต่นั้นเป็นต้นมา และทวีความรุนแรงเมื่อมีเรื่องอื่นมาผสมโรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ต่างกันเพียงแค่ครั้งนี้ คสช.กำลังเผชิญกับ "ภัยแล้ง" ไม่ใช่ "น้ำท่วม" แต่ปลายทางอาจจบลงไม่แตกต่างกันหากยังไม่เตรียมตัวรับมือให้ดี
แน่นอนว่ารัฐบาล คสช.รับรู้ถึงความสุ่มเสี่ยงตรงนี้ และเริ่มออกตัวบริหารจัดการกับปัญหา เพื่อไม่ให้ทุกอย่างบานปลายเกินกว่าจะคุมอยู่ และกระทบต่อไปถึงเรื่องอื่นๆ ที่กำลังเดินหน้า
บทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า "ปัจจัย" ที่ฉุดให้ปัญหาน้ำท่วมรุนแรง คือ ข้อมูลที่ไม่เป็นเอกภาพ หลายหน่วยงานยังถือข้อมูลคนละชุด การประเมินวิเคราะห์ปัญหาจึงไม่สอดรับ ส่งผลให้แนวทางการป้องกันและหรือแก้ปัญหาไปคนละทิศละทาง
สถานการณ์ภัยแล้งครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน ช่วงเวลาที่ผ่านมาจะเห็นชุดข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังแตกต่างกันในหลายส่วน จนอาจจะเป็นชนวนทำให้การแก้ไขปัญหาผิดทาง ซ้ำรอยน้ำท่วมในอดีต
เบื้องต้นจากการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ และลดการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลัก เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน หลังปริมาณน้ำฝนปีนี้ต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี ที่ต้องยอมแลกกับความเสียหายของชาวนาบางส่วน
หากพิจารณาในรายละเอียด เขตพื้นที่ชลประทาน คิดเป็นพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศ หรือ 10 กว่าล้านไร่ การต้องพึ่งพิงจากน้ำในเขื่อน จึงเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยง ในวันที่ยังต้องรอลุ้นฝนซึ่งไม่รู้จะตกเหนือเขื่อนมากน้อยแค่ไหน
แถมข้อมูลเรื่องฝนที่ปรากฏเวลานี้ยังแตกต่างกันในรายละเอียด เมื่อด้านหนึ่งกรมอุตุนิยมวิทยายังคาดการณ์ว่าตั้งแต่วันที่ 20-23 ก.ค. จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น เพราะมีร่องความกดอากาศต่ำทำให้สถานการณ์ภัยแล้งในช่วงนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้นจากฝนตกกระจายทุกภาค และเริ่มมีฝนตกชุกเต็มที่ในวันที่ 3 ส.ค. จนถึงกลางเดือน ต.ค.
สวนทางกับ สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ออกมาเตือนว่า ภัยแล้งจะอยู่นานไปถึงปลายปี แม้จะมีพายุคลื่นลมแรงในทะเลจีนใต้ พัดร่องฝนขึ้นไปประเทศจีนหมด ไม่กลับลงมาภาคเหนือและภาคกลางของไทย ฝนเทียมก็ทำได้น้อย เพราะสภาพอากาศแห้งแล้งมาก
"อย่าไปเชื่อนักวิชาการบางคนที่ไม่รู้จริง ออกมาบอกว่าฝนจะตก เพราะมีกลุ่มเมฆ มีฝนตกจุดนั้นจุดนี้ โดยไม่รู้ว่าเป็นเมฆบางอยู่ระดับสูง ไม่ใช่เมฆที่ตกมาเป็นฝนได้ ประเทศไทยมีฝนจะตกได้จากอิทธิพลร่องฝน และพายุ หากเดือนนี้และเดือนหน้า ไม่มีสองปัจจัยนี้ ประเทศไทยจบแน่ เกิดวิกฤตเลวร้ายที่สุด ไม่มีน้ำกิน คนไทยต้องช่วยตัวเองโดยการประหยัดน้ำ"
ข้อมูลที่แตกต่างจากหน่วยงานที่ล้วนแต่มีความน่าเชื่อถือย่อมสร้างความสับสนให้เกิดขึ้น แถมจะเป็นปัญหาในระยะยาวจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องออกมาหาข้อสรุปให้ชัดเจน แม้จะไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำแต่ควรมีความชัดเจนที่ไม่ขัดแย้งกันเอง
ที่สำคัญจำเป็นต้องแจ้งเตือนและชี้ให้เห็นว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะที่ผ่านมากว่าจะเริ่มตระหนักก็เมื่อภัยแล้งประชิดเข้ามาติด กทม. โดย จ.ปทุมธานี ที่เคยเป็นพื้นที่น้ำท่วมขัง มีปัญหาน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภคมีปริมาณไม่เพียงพอ จำเป็นต้องหยุดจ่ายน้ำชั่วคราวในพื้นที่ อ.ธัญบุรี (ตั้งแต่คลอง 5 ถึงคลอง 13) อ.ลำลูกกา และ อ.หนองเสือ
กลายเป็นเรื่องที่ต้องมาไล่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า นำน้ำใส่รถดับเพลิงมาแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน นำเอารถแบ็กโฮมาตักดินในคลอง 13 เพื่อให้พร่องน้ำไปยังสถานีผลิตน้ำประปา พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรลดการใช้น้ำ และงดสูบน้ำบริเวณคลอง 13 เป็นเวลา 3 วัน
ปัญหาจะยิ่งหนักขึ้นหากข้อมูลของรัฐบาลไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะออกมาชี้แจงอย่างไร ประชาชนก็จะไม่รับฟัง ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหามากยิ่งขึ้น
ทั้งในช่วงที่สถานการณ์สุ่มเสี่ยงจำเป็นต้องรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ ที่หากไม่ได้รับความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงก็จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น อีกด้านหนึ่งหากสถานการณ์เริ่มทรงตัว แต่ประชาชนไม่มั่นใจ แต่ละครัวเรือนเริ่มออกมากักตุนน้ำมากขึ้นกว่าช่วงปกติ ย่อมจะทำให้สถานการณ์ที่่กำลังจะปกติมีปัญหาขึ้นมาได้ คล้ายการกักตุนสินค้าเหมือนเมื่อครั้งน้ำท่วมปี 2554
ปัญหาภัยแล้งจึงถือเป็นเดิมพันความเชื่อมั่นครั้งสำคัญของ คสช.







