
สั่งจับตากลุ่มแนวร่วมผู้กระทำผิดคดี112
"บิ๊กต๊อก" ถก คดีความผิดมาตรา 112 เพิ่มเฝ้าระวังกลุ่มแนวร่วม เผย มีความผิด มาตรา116 พ่วงท้ายหลายคน
"บิ๊กต๊อก" ถก คดีความผิดมาตรา 112 เพิ่มเฝ้าระวังกลุ่มแนวร่วม เผย มีความผิด มาตรา116 พ่วงท้ายหลายคน
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ครั้ง 2/2558 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานอัยการ และกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าที่คดีความมั่นคงและหมายจับผู้ต้องหาในคดีหมิ่นสถาบัน
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีการรายงานคามคืบหน้าการติดตามกลุ่มเฝ้าระวังและกลุ่มที่ออกหมายจับแล้วในคดีความผิดมาตรา 112 จำนวน 135 ราย ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.คนอยู่ต่างประเทศที่ถูกออกหมายจับ 2.คนที่อยู่ในประเทศซึ่งเป็นกลุ่มเฝ้าระวัง 3.บุคคลที่กำลังติดตามพฤติกรรม และ 4.กลุ่มบุคคลที่มีหมายจับ ซึ่งในวันนี้ได้มีการจำแนกเพิ่มอีกหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มแนวร่วม
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายต่างประเทศได้ส่งรายผู้กระทำความผิดส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ทางการไทยสืบทราบว่าผู้กระทำได้ไปหลบหนีอยู่ประเทศนั้น ส่วนฝ่าย ไอซีที ได้มีการตั้งศูนย์เฝ้าระวังทางสื่อสังคมออนไลน์ และประสานกองทัพ เพื่อความเชื่อมโยงของข้อมูลทั้งหมด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบในเรื่องของการกระทำผิดซ้ำจากการนำข้อความผิดมาเผยแพร่ซ้ำด้วย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ ตร. จะให้ขยายการทำงานไปยังสถานีตำรวจภูธรตำรวจของแต่ละภาคทั่วประเทศ รวมถึงกองอำนวยการการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 1-4 ซึ่งจะเป็นลักษณะของศูนย์ปฏิบัติการภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลกันทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปดำเนินการรับรู้และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในด้านการประชาสัมพันธ์ ทั้งในเรื่องสื่อ โทรทัศน์ และสิ่งพิมพ์ รวมถึงการสร้างหลักสูตรทางการศึกษา เพื่อให้เยาวชนได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ นอกจากนี้ ทางอัยการได้รายงานความคืบหน้าของคดี ซึ่งตนทราบว่าบางคนได้มีการกระทำความผิดทางคดีอาญา นอกเหนือจากคดีมาตรา 112 ด้วย ซึ่งเราอาจใช้ช่องทางนี้ในการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากกฎหมายมาตรา 112 ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ
"ผมพูดตั้งนานแล้วว่าเราไม่ได้คาดหวังว่าต่างประเทศจะเข้าใจเรา ผมไม่ได้หวังว่าจะใช้มาตรา 112 เพื่อขอให้ต่างประเทศส่งตัวกลับ ซึ่งเป็นคำตอบที่รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อยากขอให้ทางต่างประเทศเข้าใจทัศนคติของคนไทย"พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว และว่า สำหรับการส่งรายชื่อผู้กระทำผิดให้กับต่างประเทศ ตนได้ชี้แจงให้ต่างประเทศฟังว่า ต้องแยกคดีการเมืองและคดีมาตรา 112 ออกจากกัน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักใช้ประเด็นทางการเมืองมารวมกับคดีมาตรา 112 เพื่อขอลี้ภัยไปยังต่างประเทศนั้นๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับรายชื่อผู้กระทำผิด 3 ราย ที่ส่งให้กับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา มีความผิดในคดีความมั่นคง มาตรา 116 ด้วยหรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ได้มีการระบุในรายละเอียดของพฤติกรรมไปด้วย เนื่องจากมีพฤติกรรมการกระทำความผิดจริง ซึ่งเรื่องนี้เราจะดูเป็นรายบุคคล ยืนยันว่า ไม่ใช่การยัดเยียดข้อกล่าวหา และต้องดูว่าความผิดตามมาตรา 116 มีกฎหมายพันธกรณีระหว่างประเทศด้วยหรือไม่







