
เร่งปฏิรูปสหกรณ์ ตั้งองค์กรอิสระคุม
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
การปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นหัวข้อสำคัญหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องระดมสมอง เพื่อ “ปฏิรูปสหกรณ์” ให้สำเร็จภายในรัฐบาลนี้
ทั้งนี้ เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เติบโตขึ้นมามีการทำธุรกรรมการเงินที่คล้ายสถาบันการเงิน มีการแข่งขันด้วยการให้ผลตอบแทนที่สูง โดยไม่ตระหนักความเสี่ยง รวมทั้งผู้บริหารสหกรณ์ส่วนใหญ่ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง
โดยปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีประมาณ 1,487 แห่ง มีสมาชิกรวมประมาณ 2.7 ล้านคน มีการรับฝากและปล่อยสินเชื่อ ออมเงิน และการปล่อยสินเชื่อรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของยอดหนี้ครัวเรือนทั้งหมด 10 ล้านล้านบาท ส่วนสหกรณ์ฯ คลองจั่น มีจำนวน 1,228 แห่ง มีจำนวนสมาชิกประมาณ 1.3 ล้านคน มีสินทรัพย์ 5.6 หมื่นล้านบาท ลูกหนี้เงินกู้ 3.6 หมื่นล้านบาท และเงินรับฝาก 3.32 หมื่นล้านบาท ทุนเรือนหุ้น 2.49 หมื่นบาท
ในขณะที่สหกรณ์ออมทรัพย์เติบโตขึ้น แต่ระบบการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์กลับขาดความรัดกุม ไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีการตรวจสอบที่ดี ส่งผลให้ระบบสหกรณ์ไทยอ่อนแอ ผู้บริหารสหกรณ์มีพฤติกรรมฉ้อโกงได้ หรือมีการนำเงินสหกรณ์ไปลงทุนที่ผิดพลาด
จนกระทั่งปัญหาไปปะทุ ระเบิดขึ้นที่สหกรณ์ฯ คลองจั่น ทำให้รัฐบาลต้องหันมาเฝ้าดูปัญหาและหาทางจัดระเบียบสหกรณ์ออมทรัพย์ใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์สามารถเป็นแหล่งเงินทุนในการลงทุนโครงการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแล้วยังสามารถเป็นแหล่งดูแลเงินออมสำหรับกลุ่มคนฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลสหกรณ์ที่เกี่ยวพันกับเงินออมจำนวนมาก กลับแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแล มีการออกกฎเกณฑ์ที่ให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจต้องทำตาม ทั้งนี้ เพื่อปกป้องผู้ฝากเงินที่ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย
แต่สำหรับสหกรณ์ แม้ปัจุจบันมี 3 หน่วยงานเข้ากำกับดูแลคือ กรมบัญชีสหกรณ์ กรมตรวจสอบสหกรณ์ และสำนักงานทะเบียนสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่หลักของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่มีผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านการเงินในการตรวจสอบ หรือพัฒนาให้สหกรณ์ออมทรัพย์เติบโตเท่าที่ควร แตกต่างจากหลายประเทศที่สหกรณ์ออมทรัพย์จะอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง หรือธนาคารกลาง ทำให้มีการพัฒนาและมีศักยภาพเทียบเท่ากับสถาบันการเงิน และสหกรณ์บางแห่งในต่างประเทศมีขนาดใหญ่กว่าธนาคารพาณิชย์ด้วยซ้ำ
อีกทั้งจะต้องยอมรับว่า “ระบบสหกรณ์” ในไทย มีลักษณะเป็นระบบเครือข่ายและพวกพ้อง และมักจะมีนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลเข้ามาพัวพัน ยุ่งเกี่ยว จนสร้างความเสียหายอย่างที่เป็นข่าว ผู้เสียหายมากที่สุด ก็หนีไม่พ้น ผู้ฝากสหกรณ์รายย่อยนั่นเอง
การ “ปฏิรูปสหกรณ์” จึงจะต้องรื้อระบบการกำกับดูแลและตรวจสอบ พร้อมๆ กับการพัฒนาระบบสหกรณ์ไทยไปด้วย
ธวัชชัย ยงกิตกุล ประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเงินและสถาบันการเงิน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ได้นำเสนอแผนการปฏิรูปสหกรณ์ พร้อมทั้งได้จัดทำร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ พ.ศ. ... ให้กับ สปช. เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ฯ คลองจั่นโดยเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมออมทรัพย์เป็นองค์กรอิสระ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการพัฒนาและกำกับการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ฯ คลองจั่น โดยการโอนภารกิจบางส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ และโอนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานทั้งสองตามความสมัครใจและความสามารถที่เหมาะสม
โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ จะมีหน้าที่กำกับดูแลสหกรณ์ คล้ายกับหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
ที่สำคัญจะต้องมีกำหนดคุณสมบัติในการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสหกรณ์แต่ละแห่งนั้น โดยจะต้องมีส่งประวัติของผู้บริหารเพื่อตรวจสอบประวัติว่า เคยกระทำความผิดหรือมีประวัติฉ้อโกงหรือไม่ด้วย และจะต้องมีการขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) สำหรับผู้บริหารสหกรณ์ที่มีประวัติไม่ดีด้วย และมีการเสนอถึงขนาดจะต้องแจ้งบัญชีสินทรัพย์ด้วย
ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์จะต้องทำหน้าที่พัฒนาสหกรณ์ โดยจะต้องจัดตั้งสถาบันพัฒนาสหกรณ์ เพื่อพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษาในการจัดอบรมให้ความรู้กับกรรมการบริหารสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์
ในระยะยาวควรพิจารณาการจัดตั้งสถาบันคุ้มครองสมาชิกสหกรณ์ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินชดเชยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ที่ไม่สามารถดำเนินการกิจการต่อไป และกำหนดอัตราจัดเก็บค่านำส่งเงินสถาบันคุ้มครองสมาชิกสหกรณ์ออมทรพย์ในอัตราที่เหมาะสม โดยไม่เป็นภาระต่อรัฐ เช่นเดียวกันสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
พร้อมกับสนับสนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดเล็กในชุมชนใกล้เคียงกันรวมกับเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ เพื่อมีประสิทธิภาพในการบริหารงานและสนับสนุนให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีความเข้มแข็งรวมตัวกันจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ในอนาคตด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวความคิดที่โอนย้ายสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ฯ คลองจั่นไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และมีการจัดตั้งองค์กรอิสระมากำกับดูแลคล้ายๆ กับ ธปท. คปภ. และ ก.ล.ต. ตาม แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เพราะมีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2550 ในสมัยยุค “รัฐบาลขิงแก่” ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ
ดังนั้น จึงขึ้นกับความจริงใจและความต้องการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าจะผลักดันกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากไม่แก้ไข หรือปฏิรูป “สหกรณ์” อย่างจริงจังแล้ว ก็คงจะต้องรอกันอีกนาน หรือไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเกิดความเสียหายโยงกันเป็นลูกโซ่ด้วยมูลค่าเป็นหมื่นล้านบาทเหมือนที่ผ่านมากันอีกหลายครั้ง







