posttoday
การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (19)

การปฏิรูปกฎหมายทำแท้งในอังกฤษ (19)

14 กรกฎาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย  โชควิวัฒน

การใช้ดุลพินิจของแพทย์ตาม พ.ร.บ.ทำแท้ง พ.ศ. 2510 ของอังกฤษ เป็นภาวะที่กฎหมายมอบความไว้วางใจให้แพทย์โดยตีกรอบว่าจะต้องใช้ดุลพินิจ “โดยสุจริต” ในคดีระหว่างเพตันกับองค์กรให้คำปรึกษาการตั้งครรภ์ของอังกฤษ (บีพาส) จอร์จ เบเกอร์ อธิบดีศาลครอบครัวในศาลสูง ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้ว่า “ไม่เพียงเป็นความอาจหาญ (Bold) และกล้าหาญ (Brave) ของผู้พิพากษาที่จะเข้าไปแทรกแซงการใช้ดุลพินิจของแพทย์ที่ทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ทำแท้ง แต่ข้าพเจ้าคิดว่าผู้พิพากษาท่านนั้นต้องโง่เขลา (Foolish) ที่จะพยายามทำเช่นนั้น เว้นเสียแต่ว่าจะมีการใช้ดุลพินิจที่ทุจริตอย่างชัดแจ้ง และชัดเจนว่ามีความพยายามที่จะกระทำผิดทางอาญา แม้กระนั้นก็มีประเด็นต้องพิจารณาว่าเรื่องเช่นนั้นควรเป็นเรื่องของอธิบดีอัยการและอัยการสูงสุด”

อย่างไรก็ดี แม้ดุลพินิจโดยสุจริตจะเป็นเรื่องของ “ความเชื่อโดยสุจริต” แต่ก็ต้องมีบรรทัดฐานและอาจถูกตรวจสอบได้ ดังปรากฏมีคดีฟ้องร้อง นพ.สมิธ เมื่อ พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นคดีแรกและคดีเดียวที่แพทย์ถูกฟ้อง และในที่สุดถูกตัดสินว่ามีความผิด ในคดีนี้ท่านผู้พิพากษาสคาร์แมน (Lord Justice Scarman) ผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ได้ชี้ว่า “กฎหมายเปิดทางให้ทำแท้งถูกกฎหมายที่แต่เดิมถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายมิได้ละทิ้งหลักการของกฎหมายจารีตประเพณีตามที่พิพากษาไว้ในคดีบอร์น นั่นคือความชอบด้วยกฎหมายของการทำแท้ง ต้องขึ้นกับความเห็นของแพทย์เพื่อป้องกันปัญหา กฎหมายกำหนดให้ต้องมีความเห็นแพทย์สองคน โดยมีเงื่อนไขว่าการใช้ดุลพินิจต้องเป็นไปโดยสุจริตก่อนให้ทำแท้ง การทำแท้งนั้นจึงจะชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นความรับผิดชอบอันสูงต่อสังคมจึงตกอยู่บนบ่าของวิชาชีพแพทย์ เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาล การตัดสินใจเรื่องความสุจริต (Bona Fides) ของแพทย์ จึงเป็นหน้าที่ของลูกขุน มิใช่วิชาชีพแพทย์… โดยการมอบหน้าที่ตัดสินใจสุดท้ายให้แก่ลูกขุน ทำให้กฎหมายสามารถทำหน้าที่ปกป้องสังคมจากการละเมิดกฎหมายได้”

โดยที่การตัดสินใจเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของลูกขุน การพิจารณาความสุจริตของแพทย์จึงต้องยึดหลัก “ปราศจากข้อสงสัย” แต่โดยที่การพิจารณาของคณะลูกขุนเป็นความลับ จึงไม่อาจตรวจสอบหลักฐานและกระบวนการพิจารณาได้ อย่างไรก็ดีคดีนี้ได้ขึ้นไปถึงศาลอุทธรณ์ ทำให้สามารถตรวจสอบและนำมาเป็นกรณีศึกษาได้

นพ.สมิธ ในคดีนี้เป็นแพทย์เวชปฏิบัติ (จีพี) และมีคลินิกส่วนตัวให้บริการทำแท้ง คนไข้กรณีนี้เป็นหญิงอายุ 19 ปี ได้รับการส่งต่อไปพบ นพ.สมิธ นพ.สมิธใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีในการซักประวัติและตรวจเธอ เขาถามว่าทำไมไม่อุ้มท้องต่อไป เธอตอบว่า เธอไม่ได้รักพ่อของเด็กและกลัวการคลอด นพ.สมิธมิได้ทำการตรวจทางการแพทย์ใดๆ ไม่ได้ถามประวัติการเจ็บป่วย และไม่ได้ตรวจภายใน และได้เรียกค่าบริการเป็นเงินสด 150 ปอนด์ (มูลค่าปัจจุบันราว 3,000 ปอนด์) ถ้านำเงินมาก็จะทำแท้งให้ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น คนไข้ตอบว่าคงต้องขอเวลารวบรวมเงินมาให้ นพ.สมิธจึงนัดให้มาทำแท้งสัปดาห์ต่อมา

มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ 1) ทำไมเรียกค่าบริการเป็นเงินสด มูลค่าสูงขนาดนั้น 2) การที่ นพ.สมิธแจ้งว่าจะทำแท้งให้ได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น บ่งบอกว่า นพ.สมิธไม่สนใจขอความเห็นจากแพทย์คนที่สอง 3) นพ.สมิธมิได้ทำหน้าที่ประกอบเวชปฏิบัติที่ดี ไม่ซักประวัติที่จำเป็น ไม่ตรวจร่างกาย และตรวจทางการแพทย์อื่นๆ  ผู้พิพากษาสคาร์แมน กล่าวว่า ประเด็นว่าแพทย์คนอื่นจะทำอย่างไรในกรณีนี้ ณ ปัจจุบัน ไม่ควรนำมาพิจารณาตัดสิน แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่คณะลูกขุนควรนำมาพิจารณา

ปัญหาร้ายแรงที่สุดในคดีสมิธก็คือเขาพยายามทำลายหลักฐาน มีหลักฐานว่ามีการปลอมแปลงหลักฐานของเนิร์สซิ่งโฮม ที่หญิงคนไข้ไปนอนพักรักษาตัว เมื่อตำรวจเริ่มเข้าไปทำการสอบสวน นพ.สมิธปฏิเสธว่าไม่มีเอกสารหลักฐานในคดีนี้ และยังให้การเท็จในเรื่องที่เกี่ยวข้องด้วย กรณีนี้จึงชัดเจนว่ามีความพยายามจะปกปิด เบี่ยงเบน และกระทำแท้งในลักษณะเป็นการลับ โดยเรียกค่าบริการเป็นเงินสดในราคาสูง จึงไม่พบว่าเป็นการกระทำ “โดยสุจริต” (Good faith was thus found to be absent.) 

คดีสมิธหลักฐานจึงชัดเจน ปราศจากข้อเคลือบแคลงสงสัยว่ามีการกระทำผิดร้ายแรงจริง น่ายินดีที่มีคดีนี้เป็นคดีแรกและคดีเดียวที่เกิดขึ้นในอังกฤษ

นอกจากนี้ ในกระบวนการยุติธรรมของอังกฤษ กรมอัยการมีแนวโน้มที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการฟ้องคดีอาญา นอกจากกรณีที่มีมูลอาญาชัดแจ้ง และในกฎหมายแพ่ง ศาลก็มีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ตัดสินคดี ที่ทำให้ประชาชนทั่วไปในวงกว้างมีความเสี่ยงต่อความผิดทางอาญาจากคำตัดสินนั้น ดังปรากฏในคำพิพากษาของลอร์ด คีธ (Lord Keith) ในคดีระหว่างราชวิทยาลัยพยาบาลกับกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษว่า “ไม่จำเป็นที่จะตัดสินคดี อันมีผลให้แพทย์จำนวนมากมายที่ร่วมในหัตถการที่เกี่ยวข้องมายาวนานหลายปี จะต้องมีความผิดอาญา”

ในคดีระหว่างสมีตันกับกระทรวงสาธารณสุข ที่สมาคมพิทักษ์เด็กที่ยังไม่เกิด (Society for the Protection of Unborn Children) ฟ้องกรณีเภสัชกรจ่ายยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ผู้พิพากษามันดีย์ก็กล่าวว่าการตัดสินให้พลเมืองที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เป็นคนสามัญ และทำมาหากินโดยสุจริตนับพันคนต้องกลายเป็นผู้มีความผิดทางอาญา เป็นเรื่อง “ผิดอย่างมหันต์”

กฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งโดยผู้ปฏิบัติ ผู้บังคับใช้กฎหมาย นักวิชาการ และนักวิชาชีพ รวมทั้งเมื่อมีกรณีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลในอังกฤษ ดูล้วนเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาของทั้งบุคคลและสังคม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท