
แจงโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ดำเนินการตามกม.สิ่งแวดล้อม
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแจงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ดำเนินการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเคร่งครัด
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแจงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ดำเนินการตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเคร่งครัด
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือชี้แจง กรณีการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬ ว่า การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ คำนึงถึงความห่วงใยของชุมชน และการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในทุกมิติของจังหวัดกระบี่ จึงดำเนินการด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้โครงการอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(คชก.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามขั้นตอนของกฎหมายสิ่งแวดล้อม
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เริ่มออกแบบและรับฟังความคิดเห็น 3 ครั้ง (ค.1 ค.2 ค.3) ทั้งในส่วนโรงไฟฟ้าและท่าเทียบเรือขนส่งถ่านหิน ตั้งแต่ สิงหาคม 2555 ถึง ตุลาคม 2557 ซึ่งได้มีการปรับปรุงตามข้อเสนอของชุมชน ทั้งกลุ่มท่องเที่ยว ประมง เกษตรกรรม ตลอดจนนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ยังคำนึงถึงยุทธศาสตร์ของจังหวัด ที่มุ่งสู่การเป็นเมืองสีเขียว เน้นการท่องเที่ยวและความสวยงามตามธรรมชาติ เช่น การขนส่งถ่านหินด้วยเรือขนส่งขนาด 10,000 ตัน ระบบปิดจำนวนไม่เกินวันละ 2 ลำ โดยเส้นทางเดินเรือกับแหล่งท่องเที่ยว ห่างกันเฉลี่ยกว่า 10 กิโลเมตร จึงไม่มีผลกระทบต่อแหล่งหญ้าทะเล ปะการัง และที่อยู่อาศัยของพะยูน
ส่วนท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วและการขนถ่ายถ่านหินจากเรือส่งผ่านสายพานลำเลียงไปยังโรงไฟฟ้า กฟผ. ได้ออกแบบเป็นระบบปิดทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่มีการฟุ้งกระจายของถ่าน ในด้านการป้องกันผลกระทบจากมลสารทางอากาศและสุขภาพอนามัยของประชาชนนั้น กฟผ. ได้นำเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าและระบบกำจัดมลสารที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ ระบบกำจัดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ระบบกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ระบบดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิตย์ และระบบดักจับสารปรอท และโลหะหนัก ดังนั้น จึงสามารถควบคุมมลสารที่ระบายจากปล่องของโรงไฟฟ้าได้ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ กฟผ. ยังกำหนดนโยบายให้โรงไฟฟ้ากระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยของจังหวัดกระบี่ ที่สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ยังมีความห่วงใยผลกระทบของโครงการ สามารถติดตามการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกระทรวงพลังงานและ กฟผ. พร้อมรับฟังข้อห่วงใยและข้อเสนอแนะในการดำเนินงานโครงการต่อ







