
ไทยหนาวฟองสบู่จีน เจ็บแต่ยังเอาอยู่
กลายเป็นประเด็นเขย่าขวัญเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่เคียงคู่กับวิกฤตการณ์หนี้กรีซไปแล้ว
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
กลายเป็นประเด็นเขย่าขวัญเศรษฐกิจไทยระลอกใหม่เคียงคู่กับวิกฤตการณ์หนี้กรีซไปแล้ว เมื่อฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนที่ดูดซับทุนนอกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสในสหรัฐ ปี 2008 และดูดซับการกระตุ้นมหาศาลของภาครัฐตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาใกล้จะแตกตัวเต็มที
เพราะจีนถือเป็นคู่ค้าเบอร์ 1 ของไทย เป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของเรารองจากสหรัฐ และเป็นประเทศที่มีปริมาณเงินลงทุนในการยื่นขอส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หรือเข้ามาลงทุนโดยตรงในไทย (เอฟดีไอ) ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้สูงสุดเป็นอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์
ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ได้มีแต่แมลงเม่าจีนที่ลุยไฟ แต่เป็นประเด็นที่ไทยและทั่วโลกต้องจับตาพร้อมลุ้นระทึกว่า ฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนจะลามเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน และจะกระทบไปยังเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหรือไม่
หากวิเคราะห์ดูปริมาณและมูลค่า “ความเจ๊ง” ของตลาดหุ้นจีนครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤตตลาดหุ้นที่รุนแรงและใหญ่สุดนับตั้งแต่วิกฤตซับไพรม์สหรัฐปี 2008 อย่างแน่นอน เพียงไม่ถึง 1 เดือน ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตติดลบไปกว่า 30% จากจุดสูงสุดในเดือน มิ.ย. ดัชนีเสิ่นเจิ้นติดลบไปกว่า 40% และดัชนีฮั่งเส็งร่วงลงกว่า 25% เฉลี่ยแล้วตลาดหุ้นจีนมีมูลค่าหายไปอย่างน้อย 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากมูลค่าตลาดทั้งหมดราว 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ประเด็นที่น่ากังวลก็คือ ฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนงวดนี้มีแมลงเม่าตัวเล็กตัวน้อยมากอย่างน่ากังวล แม้มูลค่าโดยรวมจะยังเทียบไม่ได้กับนักลงทุนสถาบัน แต่ปริมาณบัญชีเทรดนั้นมีมากถึงกว่า 90 ล้านบัญชี และส่วนใหญ่ไม่ได้เอาเงินส่วนที่เหลือกินเหลือใช้มาเล่น แต่เป็นการกู้เงินมาเปิดบัญชีเล่นหุ้น (Margin Account) ยังไม่รวมผลกระทบที่ให้บริษัท 28 แห่ง ระงับการออกไอพีโอไปก่อน และการซื้อขายหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่กว่า 1,300 แห่ง ที่ต้องหยุดชะงัก
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นฟองสบู่หุ้นจีนครั้งนี้ไม่น่าจะรุนแรงและยืดเยื้อจนกลายเป็นวิกฤตภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง สิ่งที่ต่างออกไปซึ่งทำให้ฟองสบู่ตลาดหุ้นจีนไม่เหมือนวิกฤตตลาดหุ้นสหรัฐปี 1929 ที่
ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำตามมาอีกหลายปีจนกระทบไปทั่วโลก (The GreatDepression) ก็คือปริมาณทุนสำรองมหาศาลเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ความเกี่ยวเนื่องระหว่างตลาดหุ้นและเศรษฐกิจจริงที่ยังไม่เป็นเนื้อเดียวกันเต็มที่ และที่สำคัญก็คือการออกนโยบายการจัดการได้อย่างรวดเร็วของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
หลังจากที่เกิดปัญหาเพียง 2 สัปดาห์แรก ทางการจีนทั้งออกมาตรการโดยตรงและทางอ้อมผ่านทางภาคเอกชนมาอย่างรวดเร็ว ทั้งการให้บริษัทโบรกเกอร์ 21 แห่ง ตั้งกองทุนพยุงหุ้น 1.2 แสนล้านหยวน (ล่าสุดขยายเป็น 2.6 แสนล้านหยวน) การห้ามขายหุ้นเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตต่ำกว่า 4,500 จุด การให้สมาคมกองทุนรวมของจีนและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน 200 แห่งเข้าซื้อหุ้นในตลาด และชะลอการออกหุ้นไอพีโอของ 28 บริษัท เหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่สามารถคุมความตื่นตระหนกของตลาดหุ้นจีนได้ไม่น้อย และรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังพร้อมที่จะออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อพยุงตลาดได้อีกเช่นกัน
อย่าลืมด้วยว่าทุกวันนี้จีนยังไม่มีการเปิดเสรีภาคการเงินเหมือนในหลายประเทศ ตลาดการเงินเสรีของจีนยังเป็นเพียงโครงการนำร่องในเขตการค้าเสรี (Free Trade Zone) บางพื้นที่ เช่น เซี่ยงไฮ้ เท่านั้น จึงสามารถลดความกังวลได้ส่วนหนึ่งว่าจีนจะไม่สามารถถูกต่างชาติเข้าโจมตีค่าเงิน หรือโยกเงินเข้าออกจนสะเทือนเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ง่ายๆ เหมือนกับที่ไทยและเอเชียเคยเผชิญในปี 2540
กู่ฮองบิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านจีนของธนาคารเอชเอสบีซี วิเคราะห์เอาไว้ว่า แม้ตัวเลขของประชาชนรายย่อยจีนที่เข้ามาเล่นหุ้นจะทำให้ฟองสบู่หุ้นจีนดูน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความมั่งคั่งจากหุ้นมีส่วนสัมพันธ์กับเศรษฐกิจจริงในภาคครัวเรือนน้อยกว่าที่คิด หรือเป็นสัดส่วนไม่ถึง 15% ของสินทรัพย์การเงินในภาคครัวเรือนเมื่อเทียบกับเงินสด เงินฝาก ทอง หรือพันธบัตร ขณะที่สัดส่วนของหุ้นกู้ที่ถือครองในภาคครัวเรือนก็มีไม่ถึง 5%
ภาคครัวเรือนของจีนนั้นยังคงมีปัจจัยขับเคลื่อนการบริโภคหลักมาจากการเติบโตของรายได้ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของความมั่งคั่ง และครัวเรือนส่วนใหญ่ยังเน้นวิธีสะสมความมั่งคั่งแบบเก่าในรูปของเงินสดและ
เงินฝาก ไม่ใช่หุ้น
ดังนั้น ความน่ากลัวของแมลงเม่าจีน 90 ล้านคน ที่แม้จะมากกว่าคนไทยทั้งประเทศ 67 ล้านคน แต่ก็อาจสบายใจได้ด้านหนึ่งว่า นี่เป็นชนชั้นกลางเพียงแค่ส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น จากประชากรทั้งหมดกว่า 1,300 ล้านคน
ขณะที่ อมรเทพ จาวะลาผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ของธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า รัฐบาลจีนเองยังมีพื้นที่เหลือสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีก แม้จะคุมเรื่องการกระตุ้นภาคการคลัง หรือการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโดยตรงเหมือนหลายปีที่ผ่านมา แต่จีนก็ยังใช้กลไกกระตุ้นภาคการเงินผ่านนโยบายดอกเบี้ยมาตลอด และคาดว่าคงจะมีต่อเนื่องไปตลอดครึ่งปีหลังนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าของปัญหาฟองสบู่หุ้นจีนครั้งนี้ก็คือ ผลกระทบทางด้านจิตวิทยาทางอ้อมที่จะตามมา “ซ้ำ” นโยบายใหม่ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง และนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ที่ประกาศว่าต้องการปรับสมดุลเศรษฐกิจจีนให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปเมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา โดยจะโตเฉลี่ยที่ 7% เท่านั้น
หากดูตัวเองการค้าการส่งออกระหว่างไทยกับจีนจะพบความประจวบเหมาะว่าการส่งออกของไทยนั้นผกผันไปพร้อมกับตัวเลขส่งออกไปจีนเป็นสำคัญ เช่น ช่วงปลายปี 2557 ที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวสุดในรอบกว่า 20 ปี ตัวเลขส่งออกไปจีนเดือน ธ.ค. ซึ่งควรเป็นช่วงที่การค้าคึกคักที่สุด กลับติดลบถึง 18.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2556 จึงฉุดให้ตัวเลขส่งออกของไทยตลอดทั้งปี 2557 หดตัวแรงถึง 7.9% และยังเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปีของไทยตามภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงด้วย
ขณะที่การขอรับการส่งเสริมของบีโอไอนั้น จากที่จีนเคยนำเป็นเบอร์ 1 ระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. ปีนี้ ที่ 917 ล้านบาท แต่ตัวเลขสะสมระหว่างเดือน ม.ค.-พ.ค. กลับถูกทิ้งห่างไปอยู่ที่ 3 ที่ 2,336 ล้านบาท โดยมีญี่ปุ่นเป็นเบอร์ 1 อยู่ที่ 5,117 ล้านบาท และสิงคโปร์ตามมาที่ 3,032 ล้านบาท
ดังนั้น ฟองสบู่หุ้นจีนครั้งนี้จึงไม่ได้มีผลโดยตรงอะไรทันทีกับประเทศคู่ค้าอย่างไทย ที่ไม่ได้เจ็บตัวทันทีไปด้วย แต่จะเป็นผลซึมลึกทางอ้อมที่ค่อยๆ สะท้อนผ่านการส่งออกและการลงทุน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า หากในระยะยาวปัญหาฟองสบู่จีนส่งผลต่อโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนทั้งกระทบต่อแผนการลงทุนของภาคธุรกิจ และการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนอาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนปีนี้โตได้ไม่ถึง 7% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะส่งผลกระทบตามมาทันทีให้การส่งออกของไทยไปยังจีนลดลงถึงราว 1.8% ด้วย
เท่ากับว่าการส่งออกของไทยไปจีนช่วงครึ่งหลังของปี 2558 อาจไม่สามารถเร่งเครื่องได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ จากเดิมที่ติดลบไปในช่วง 5 เดือนแรกที่ 8.2% และทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเป็นอีกหนึ่งปีที่ต้องระวังตัวสูง







