posttoday
อุตุฯมั่นใจฝนเทแน่แต่ยังน่าเป็นห่วง-อาคารสูงเตรียมรับมือ

อุตุฯมั่นใจฝนเทแน่แต่ยังน่าเป็นห่วง-อาคารสูงเตรียมรับมือ

12 กรกฎาคม 2558

คาดการณ์ว่าจะมีพายุประมาณ 1-2 ลูก ที่จะก่อตัวขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์ / ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาดโพสต์ทูเดย์

วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป มีแนวโน้มที่ฝนจะตกในประเทศไทยมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นสัญญาณที่มีร่องมรสุมก่อตัวขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแล้ว จึงมีผลทำให้ฝนตกในประเทศและมีปริมาณน้ำฝนสูงขึ้น โดยฝนจะตกในทุกพื้นที่ของประเทศไทยต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.-ส.ค.และ ก.ย.ไปจนถึงกลางเดือน ต.ค.นี้

นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าจะมีพายุประมาณ 1-2 ลูก ที่จะก่อตัวขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ และต้องติดตามว่าพายุจะก่อตัวขึ้นในพื้นที่ใด และหากเข้ามาในประเทศไทยก็จะมีผลให้ฝนตกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นปริมาณน้ำฝนช่วง 1-2 เดือนนี้ จึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และอาจจะทำให้ปริมาณน้ำฝนในปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รวมถึงช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยลดลงพอสมควร โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 30-40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาคกลางลดลง 20% จึงมีผลให้พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนประสบกับภาวะภัยแล้ง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเกษตรดังนั้นอยากแนะนำให้เกษตรกร ปรึกษากับเกษตรจังหวัด หรือเกษตรอำเภอ เพื่อทำแผนรับมือกับการปลูกพืชการเกษตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ

ขณะเดียวกัน ต้องติดตามข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ที่พร้อมแจ้งให้ประชาชนรับทราบ โดยในเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งข้อมูลสถานการณ์พยากรณ์อากาศอย่างรวดเร็ว และแจ้งทุก 6 ชม. แต่หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินก็พร้อมแจ้งเตือนประชาชนทันที อีกทั้งหน่วยงานรัฐก็มีการประชุมร่วมกันในทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อให้ข้อมูลออกมาในทิศทางที่สอดคล้องกัน

สงกรานต์ อักษร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า เดิมกรมอุตุฯ คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญในปี 2557 แต่กลับมาเกิดในปี 2558 ในช่วงเดือน มี.ค.และ เม.ย.ที่ส่งผลชัดเจน และส่งผลต่อการเกิดพายุและดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ในทางตอนเหนือ ซึ่งไม่ค่อยส่งผลต่อประเทศไทยมากนัก

ทั้งนี้ คาดว่าในเดือน ส.ค.ฝนจะเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 8-10% และเนื่องจากปกติร่องความกดอากาศต่ำ หรือร่องฝนในช่วงเดือน ก.ค.และ ส.ค.จะเริ่มลงมาภาคกลาง อาจส่งผลให้ฝนตกใต้เขื่อนลงมากกว่าที่จะตกเหนือเขื่อน จะไม่ส่งผลต่อพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามากนัก ลุ่มเจ้าพระยาจึงยังน่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ จึงพอจะมีข่าวดีอยู่บ้างว่าอาจมีการก่อตัวของพายุจะเพิ่มขึ้น

สุทัศน์ วีสกุล นักวิชาการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า จากการติดตามสภาพฝนคาดว่าในเดือน ส.ค.นี้ ฝนจะเริ่มกลับมาตกตามปกติจากการที่เดือน ก.ค.อยู่ในภาวะฝนทิ้งช่วง แต่ยังน้อยกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย ดังนั้นเมื่อสิ้นฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2558 คาดว่าจะมีน้ำใน 4 อ่างสำคัญ คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน น่าจะอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)

“จากลักษณะนี้การบริหารจัดการน้ำจะต้องระมัดระวังอย่างมาก กรณีเลวร้ายที่สุดก็จะยังมีน้ำกินน้ำใช้ อย่างไรก็ตามต้องเตรียมพร้อมแหล่งน้ำในทุกพื้นที่ให้กระจายทั่วไปเพื่อสะสมน้ำให้ทั่วประเทศ”

เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปกติความต้องการใช้น้ำเมื่อสิ้นฤดูฝนจะอยู่ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ที่ผ่านมาจะเก็บน้ำได้ประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2557 มีปริมาณที่ 6,700 ล้าน ลบ.ม. ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่เนื่องจากในช่วงฤดูฝน กรมชลประทานจะลดการระบายน้ำเป็นปกติเพื่อให้เกษตรกรใช้น้ำฝนที่ตกลงมาทำการเกษตร

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานคาดการณ์ว่า เมื่อสิ้นฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2558 จะมีน้ำประมาณ 3,200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นปริมาณที่กรมได้กำหนดการบริหารไว้แล้วเพื่อใช้ในฤดูแล้ง ภายในวันที่ 1 พ.ย. 2558-30 เม.ย. 2559 และยังสำรองไว้เพื่อแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงในปี 2559 ด้วย ซึ่งจะใช้ตามภารกิจหลักคือ น้ำกิน-น้ำใช้ น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำต้นทุนสำรอง เพราะฉะนั้นยืนยันว่าน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลนแน่นอน และไม่กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีน้ำประมาณ 600 กว่าล้าน ลบ.ม. หากกรมระบายน้ำวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. จะสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่กรมอุตุฯ คาดว่าฝนจะมาตามปกติ

วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมมั่นใจว่าจัดการได้ เพียงแต่มีความกังวลถึงปีหน้า เพราะหากฝนยังตกน้อยกว่าที่ประมาณการ จะส่งผลต่อน้ำต้นทุนในปีหน้า

สำหรับสถานการณ์ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนิคมที่อยู่อีสเทิร์นซีบอร์ด เนื่องจากมีบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรืออีสต์วอเตอร์ ดูแลร่วมกับ กนอ. แต่ภาคกลางมีความน่ากังวลสูง เพราะพื้นที่นิคมในอยุธยาใช้น้ำต้นทุนจากลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้ยังต้องเฝ้าติดตามความเสี่ยง

ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้น้ำจากการประปานครหลวง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยในเชิงปริมาณถ้าการประปาฯ ลดปริมาณน้ำ นิคมสามารถใช้บ่อบาดาลที่มีสำรองในนิคมได้ทันที ซึ่งมีความสามารถรองรับการใช้น้ำได้ 50% ขณะที่ในเชิงคุณภาพต้องระวังว่า ถ้าน้ำที่สูบมาใช้แล้วน้ำทะเลดันขึ้นมาจะมีผลให้น้ำในนิคมกลายเป็นน้ำกร่อย ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร

“ปีหน้าคงต้องมีแผนรับมือที่ลดความเสี่ยงกว่านี้ คือ การทำน้ำเค็มมาเป็นน้ำจืดแล้วใช้ในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังต้องสร้างอ่างเก็บน้ำในนิคมเพิ่ม ซึ่งตอนนี้ที่มาบตาพุดก็กำลังหารืออยู่”วีรพงศ์ กล่าว

ห้าง-โรงแรม-ตึกสำนักงาน-คอนโด เชื่อน้ำในกรุงไม่ขาด/รับมือได้แค่3วัน

ด้าน อาคารสูงในเมืองเตรียมรับมือกับน้ำในกรุงขาดแคลนอย่างไร ทั้งศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน รวมถึงคอนโดมิเนียมใช้พักอาศัย ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า จากการเข้าพูดคุยกับ ธนศักดิ์ วัฒนฐานะ ผู้ว่าการการประปานครหลวง ได้รับการยืนยันว่า น้ำประปาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ขาดแคลนภายใน 30 วัน อย่างที่เป็นข่าวสร้างความตระหนกมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากเริ่มเข้าสู่หน้าฝนและมีฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือ ขณะที่การเก็บน้ำของอาคารชุดหลายแห่ง ส่วนใหญ่จะสามารถเก็บได้เพียง 300-400 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในพื้นที่เก็บน้ำบริเวณใต้ดิน และบริเวณชั้นดาดฟ้าที่ราบบนชั้นสูงสุดของอาคาร สามารถใช้ในได้เพียง 3 วันก็หมดแล้ว ส่วนอาคารสำนักงานนั้นจะเก็บน้ำได้น้อยกว่า เพราะไม่ได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้รองรับเหมือนอาคารชุด

ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า อาคารชุดส่วนใหญ่สามารถเก็บน้ำไว้ใช้เต็มที่ 2-3 วัน หากอาคารแต่ละแห่งมีผู้อยู่อาศัยเกือบ 100% แต่ถ้ามีผู้อยู่อาศัยน้อยก็สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ได้นานกว่านั้น ขณะนี้เริ่มมีพายุฝนเข้ามาแล้ว เชื่อว่าปัญหาภัยแล้งจะยังไม่เป็นปัญหาใหญ่ แต่ทั้งนี้ก็พยายามแนะนำให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุดประหยัดการใช้น้ำ

สมศรี เตชะไกรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ บริษัทในเครือบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า แต่ละอาคารชุดสามารถเก็บน้ำใช้ได้ประมาณ 3 วัน ซึ่งแตกต่างตามจำนวนผู้อยู่อาศัย โดยปัจจุบันอาคารชุดชุมชนลุมพินีมีทั้งหมด 124 นิติบุคคล รวมแล้ว 9.2 หมื่นห้องชุด หรือมีประชากรกว่า 1.62 แสนคน โดยชุมชนลุมพินีใช้น้ำต่อวันในทุกโครงการประมาณ 1.5 หมื่น ลบ.ม. ซึ่งปัจจุบันได้รณรงค์ให้ผู้อยู่อาศัยประหยัดน้ำมากขึ้น

สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจเครือโรงแรม เอส ได้แก่ เอส 31 เอส 15 เอส 33 เอส รัชดา และเอส บ็อกซ์ กล่าวว่า โรงแรมจะมีน้ำในถังเก็บน้ำสำรองไว้สำหรับรองรับการใช้น้ำได้ในกรณีที่ไม่มีน้ำไหลเลย 10 วัน การวางแผนสำรองนี้คำนวณมาจากปริมาณการใช้น้ำของโรงแรม เช่น ลูกค้าที่เข้าพักในห้องพักจะใช้น้ำเฉลี่ย 25 ลิตร/คน และในช่วงนี้อัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ในระดับกว่า 70%

อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาภัยแล้งไม่น่าจะรุนแรงมากจนถึงขั้นวิกฤตน้ำสำรองไม่เพียงพอ เพราะอีกไม่กี่วันก็น่าจะมีฝนตกทางภาคเหนือและภาคกลาง ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ทางโรงแรมเองก็วางมาตรการประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ เพื่อลดต้นทุนไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นอีกส่วนที่ช่วยได้

สมชัย รัตนโอภาส กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเอ-วัน กรุงเทพฯ และโรงแรมเอ-วัน บูติก กล่าวว่า หากในกรุงเทพฯ เผชิญปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ก็คงจะเป็นปัญหามากๆ เพราะในกรุงเทพฯ มีโรงแรมอยู่จำนวนมาก และอัตราเข้าพักก็สูงกว่าโรงแรมในภูมิภาคอื่นๆ ช่วงเวลานี้ในส่วนของเอ-วัน คงเตรียมแผนโรงแรมในกรุงเทพฯ ลักษณะเดียวกับแผนรับมือโรงแรมเอ-วันในพัทยา คือเก็บน้ำสำรองไว้ แต่ในกรณีที่เกิดปัญหาน้ำไม่พอจริงๆ ก็คงต้องหาซื้อจากรถขนส่งน้ำของเอกชน โดยเบื้องต้นน้ำที่สำรองไว้ในถังเก็บน้ำของโรงแรมที่มีอยู่ น่าจะรองรับการใช้งานได้ 3-4 วัน กรณีที่น้ำไม่ไหล เพราะปัจจุบันอัตราเข้าพักสูงถึง 93%

ขณะที่ วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิตี้วอล์ค ผู้บริหารสวนน้ำ สวนสนุก สวนสยาม กล่าวว่า ยังคงยืนยันเช่นเดิมว่ารับมือได้ เพราะธุรกิจสวนน้ำไม่ได้ใช้น้ำมากอย่างที่ทุกฝ่ายมอง อีกทั้งสวนสยามมีระบบรีไซเคิลน้ำ นำน้ำที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ไม่เกิดกระบวนการสูญเสียน้ำมาก กรณีสูญเสียน้ำมาจากการระเหยตามธรรมชาติและรั่วซึมเล็กน้อย และช่วงก่อสร้างสวนสยามได้ขุดบึงขนาดใหญ่ 70 ไร่ ใช้กักเก็บน้ำอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา สวนสยามไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแหล่งน้ำอื่น ใช้น้ำจากในทะเลสาบก็เพียงพอ ขณะที่น้ำที่นำมารีไซเคิลผ่านขั้นตอนบำบัดอย่างดี ตรวจคุณภาพเป็นประจำ หากมีปัญหาน้ำแล้ง เพราะฝนไม่ตกต่อเนื่องคงไม่ต้องรบกวนการใช้น้ำกับชุมชนรอบข้าง หากเป็นไปตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่าฝนจะตกเดือน ส.ค. คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะน้ำในบึงน่ารองรับการใช้งานได้กว่า 40 วัน แต่บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีมาตรการรณรงค์ประหยัดน้ำและไฟตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจนถึงปัจจุบันก็ทำอยู่

สำหรับธุรกิจศูนย์การค้า ดวงตา พงษ์วิไลย์ ผู้จัดการใหญ่การตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ในส่วนของบริษัทได้ประชาสัมพันธ์ไปยังพนักงานภายในองค์กร เพื่อสร้างจิตสำนึกและการตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ขณะเดียวกันก็มีสื่อสารไปยังลูกค้า เพื่อให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีมาตรการบริหารจัดการน้ำภายในสวนน้ำ แฟนตาเซียลากูน ศูนย์การค้า เดอะมอลล์ ที่มีทั้งหมด 4 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เดอะมอลล์บางแค เดอะมอลล์บางกะปิ เดอะมอลล์นครราชสีมา ด้วยการใช้ระบบคัดกรองน้ำตลอด 24 ชม. โดยมีเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำ เพื่อนำน้ำที่อยู่ในสระไปผ่านกระบวนการกรองน้ำ และฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำทุกวัน ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นการช่วยลดการใช้ทรัพยากรน้ำ โดยสัดส่วนค่าน้ำในสวนน้ำ แฟนตาเซีย ลากูน อยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท/เดือน/สาขา แต่ปริมาณการใช้ก็ขึ้นอยู่ฤดูกาล เช่น ฤดูร้อนจะใช้มากกว่าฤดูหนาว เพราะลูกค้าเยอะ

ภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่า กลุ่มอาคารสูงประเภทต่างๆ ในเมืองกรุง คงรับมือน้ำการขาดแคลนได้แค่ 3-4 วันเท่านั้น หากฝนไม่มาตามนัด เชื่อคงปั่นป่วนแน่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ