
สัญญาณเป็นบวก แกนนำม็อบสลับร่างเปลี่ยนสี
การสนทนากับ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังอยู่กับประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมสองสี
การสนทนากับ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ยังอยู่กับประเด็นเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมสองสี เมื่อถามไปว่า ควรใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 นิรโทษกรรมเพื่อให้จบหรือไม่?
เอนก แสดงทัศนะว่า “เรื่องนิรโทษกรรมไม่ใช่ของผม แต่สิ่งที่ผมได้มาจากการไปพูดคุยกับทุกฝ่ายทุกระดับ ถ้าใช้มาตรา 44 เพื่อการนี้ แทบทุกคนก็จะพอใจ ซึ่งก็เป็นที่น่าพิศวงว่านักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พวกที่ไม่ชอบทหารอยากจะได้มาตรา 44 เพื่อการนี้”
“ผมว่าสังคมไทยนอกจากจะกลับไปกลับมาระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยแล้ว แต่สิ่งที่มันฝังลึกยาวนาน คือ การวางระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและการจัดองค์กร ที่เวลาจะทำอะไรดีๆ แต่ละทีมันทำยากเหลือเกิน เช่น ถ้าคุณจะนิรโทษกรรม ถ้าคุณเอาระเบียบราชการแผ่นดินปกติและเอาการแบ่งองค์กรปกติมาทำ มันสามารถพูดจนคุณหมดกำลังใจที่จะทำ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ร้อยแปดไปหมด แต่ว่าถ้ามันมีมาตรา 44 อยู่ เขียนลงไปทีเดียวทุกอย่างจบหมด เพราะฉะนั้นผมว่าอันนี้คนที่ชอบมาตรา 44 ไม่ได้แปลว่าเขาชอบเผด็จการ แต่เขาต้องการที่จะลด Red Tape (ข้อบังคับที่เข้มงวดของข้าราชการ) พวกนี้ลงไป”
เอนก วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ในขณะนี้มีความสุกงอมมากพอที่จะดำเนินการให้มีการนิรโทษกรรมได้ หลังจากทุกฝ่ายในทางการเมืองได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด ซึ่งลักษณะแบบนี้จะทำให้เมื่อเกิดการนิรโทษกรรมแล้ว จะไม่มีใครมากล่าวหาได้ว่าเป็นการกระทำสองมาตรฐาน
“ตอนนี้เงื่อนไขเรื่องความปรองดองในบางแง่ก็สุกงอมขึ้น เพราะมันโดนกันครบแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องที่สีแดงหรือเหลืองถูกทำฝ่ายเดียว คดีมันดำเนินมาจนถึงขั้นที่จะส่งคนเข้าคุกหรือถึงขั้นที่จะเรียกค่าเสียหายเรือนแสน เรือนล้าน เรือนหลายร้อยล้านแล้ว ดังนั้นมันก็แปลว่า ถ้าจะทำนิรโทษกรรมอะไรเหล่านี้ก็จะเกิดผลกับทุกฝ่ายค่อนข้างครบถ้วน”
“แต่ถ้าเรายังวิตก ตัวสำคัญๆ เราก็เก็บเอาไว้ก่อนก็ได้ เช่น คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ คุณทักษิณ ชินวัตร คุณจตุพร พรหมพันธ์ุ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่ตอนนี้ควรปล่อยพวกที่เกี่ยวกับคดีการชุมนุมหรือคดีอาญาที่ไม่มีความร้ายแรงจนเกินไปออกมาก่อนก็ได้ มันก็จะส่งสัญญาณให้คนได้เห็นว่ารัฐาธิปัตย์มายึดอำนาจ ไม่ใช่เพื่อให้บ้านเมืองเป็นเผด็จการ หรือไม่ใช่เพื่อมาเอาประโยชน์จากการที่ได้เข้ามาคุมอำนาจ แต่เข้ามาเพื่อที่จะให้บ้านเมืองเกิดความปรองดองด้วย ผมว่ามันก็น่าทำ”
จากการได้พบกับกลุ่มการเมืองตามแผนการสร้างความปรองดองที่เจ้าตัวรับบทอยู่ เอนก บอกว่า ได้ค้นพบสิ่งที่สำคัญประการหนึ่ง คือ แกนนำสีเสื้อทั้งสองฝ่ายสามารถคุยกันได้ในระดับพอสมควรจากเมื่อก่อนที่ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน
“จริงๆ แล้ว แกนนำสองฝ่ายเวลานี้สามารถคุยกันได้มากพอสมควร และได้รู้ว่าล้วนมีกำเนิดมาจากที่เดียวกันเยอะ บางคนกำเนิดมาจาก 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หลายคนเคยเป็นสีแดงก็เปลี่ยนเป็นสีเหลือง หลายคนเคยเป็นสีเหลืองก็เปลี่ยนเป็นสีแดง นอกจากนั้นยังมีบ้านเกิดจังหวัด โรงเรียนเดียวกันอีก เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน พอฟังความคิดเห็นของการสร้างความปรองดองก็เห็นด้วยกัน และในที่สุดก็มาร่วมมือกันทำงานต่อไป”
เอนก ระบุว่า ตอนนี้ก็คุยกันจนถึงขนาดที่ว่า ถ้ามีเงื่อนไขที่เหมาะสมจะจัดคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองและความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปในด้านต่างๆ ของบ้านเมืองร่วมกัน โดยยังไม่ได้คุยกันว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ แต่ช่วงที่คุยกันเบื้องต้นมีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. เป็นเจ้าภาพ
ความปรองดองที่อาจเกิดขึ้นได้คงเพราะทุกฝ่ายเหนื่อยกันมาพอควรแล้ว?
เอนก ตอบว่า “เรื่องเหนื่อยมันก็มีจริง คนเราทำสงครามตลอดเวลาไม่ได้ สันติภาพบางทีก็เกิดขึ้นจากการกรำศึกมานานจนทนต่อไปไม่ได้แล้ว ในโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องสันติภาพเยอะแยะ ไม่ได้มีแต่เรื่องความขัดแย้งอย่างเดียว ดังนั้นเราต้องเอาชนะกรอบความคิดของพวกเราที่คิดว่ามันเกิดการปรองดองไม่ได้ ต้องออกจากกรอบนี้”
“แอฟริกาใต้ ตั้งแต่ผมเป็นเด็ก มีแต่ข่าวนายเนลสัน แมนเดลา ถูกจับกุม ผมไม่เคยคิดเลยว่า นายเนลสันจะได้รับการปล่อยตัวออกมา แต่ในที่สุดประเทศนี้ก็คืนสู่ความสมานฉันท์ได้ เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ ก็รบกันอยู่นานมาก ถ้าไปถามว่ามันจะมีสันติภาพหรือไม่ ไม่มีใครคิดว่าจะมีหรอก แต่ก็รวมประเทศได้ เยอรมันตะวันตก เยอรมันตะวันออก ก็สู้กันจนเบื่อ วันดีคืนดีก็ได้เห็นกำแพงเบอร์ลินล่ม กลับคืนมาสู่สันติภาพ ดังนั้นการปรองดองต้องทำต่อไปไม่หยุดยั้งและอาศัยจิตใจที่เชื่อว่าอะไรที่มันยากก็ต้องทำให้สำเร็จ”
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากการสร้างความปรองดองที่ต้องทำให้สำเร็จเพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่าไม่เสียของแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเร่งดำเนินการ คือ การทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศได้รับความชอบธรรม
“ต้องพยายามสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญออกมาโดยเร็ว และช่วยกันทำให้ประชาชนสนับสนุนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบใหม่หลังการเลือกตั้งโดยเร็ว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองสองพรรคใหญ่ หรือสองพรรคใหญ่บวกพรรคเล็กพรรคกลางด้วย ผมคิดว่าจำเป็นที่รัฐาธิปัตย์ต้องเริ่มพูดคุย และต้องหารือปรึกษาและให้บทบาทแก่สองสามฝ่ายที่เป็นฝ่ายการเมืองให้เข้ามาช่วยกัน”
เอนก ทิ้งท้ายว่า เวลานี้ยังสรุปไม่ได้ว่า การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้เสียของหรือไม่ได้ของ ที่ผ่านมาก็ถือว่ามีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา แต่อีก 6-8 เดือนจากนี้คงจะตกผลึกว่าการยึดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียของหรือได้ของ ถ้า คสช.และรัฐบาลสามารถทำเรื่องปรองดองได้ จนกระทั่งเรามีโอกาสได้รัฐบาลสามัคคีแห่งชาติขึ้นมาได้จะคุ้มมาก หรือการปฏิรูปสามารถทำได้มากขึ้น เช่น เรื่องยาเสพติด โดยใช้มาตรา 44 จัดการเด็ดขาดให้สมกับความผิด เพื่อทำให้คนรู้สึกว่ารัฐบาลปกติทำไม่ได้ หรือจัดการยึดคืนพื้นที่ป่ากลับมาได้ เส้นทางรถไฟก็เร่งทำ







