
อุตุฯมั่นใจฝนเทแน่ แต่ยังน่าเป็นห่วง
วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป มีแนวโน้มที่ฝนจะตก
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
วันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.เป็นต้นไป มีแนวโน้มที่ฝนจะตกในประเทศไทยมากขึ้น เพราะเริ่มเห็นสัญญาณที่มีร่องมรสุมก่อตัวขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแล้ว จึงมีผลทำให้ฝนตกในประเทศและมีปริมาณน้ำฝนสูงขึ้น โดยฝนจะตกในทุกพื้นที่ของประเทศไทยต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.-ส.ค.และ ก.ย.ไปจนถึงกลางเดือน ต.ค.นี้
นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าจะมีพายุประมาณ 1-2 ลูก ที่จะก่อตัวขึ้นในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ และต้องติดตามว่าพายุจะก่อตัวขึ้นในพื้นที่ใด และหากเข้ามาในประเทศไทยก็จะมีผลให้ฝนตกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นปริมาณน้ำฝนช่วง 1-2 เดือนนี้ จึงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และอาจจะทำให้ปริมาณน้ำฝนในปีนี้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน รวมถึงช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยลดลงพอสมควร โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 30-40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาคกลางลดลง 20% จึงมีผลให้พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนประสบกับภาวะภัยแล้ง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเกษตรดังนั้นอยากแนะนำให้เกษตรกร ปรึกษากับเกษตรจังหวัด หรือเกษตรอำเภอ เพื่อทำแผนรับมือกับการปลูกพืชการเกษตรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ
ขณะเดียวกัน ต้องติดตามข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ที่พร้อมแจ้งให้ประชาชนรับทราบ โดยในเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยาจะแจ้งข้อมูลสถานการณ์พยากรณ์อากาศอย่างรวดเร็ว และแจ้งทุก 6 ชม. แต่หากมีสถานการณ์ฉุกเฉินก็พร้อมแจ้งเตือนประชาชนทันที อีกทั้งหน่วยงานรัฐก็มีการประชุมร่วมกันในทุกสัปดาห์ เพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อให้ข้อมูลออกมาในทิศทางที่สอดคล้องกัน
สงกรานต์ อักษร รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า เดิมกรมอุตุฯ คาดว่าจะเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญในปี 2557 แต่กลับมาเกิดในปี 2558 ในช่วงเดือน มี.ค.และ เม.ย.ที่ส่งผลชัดเจน และส่งผลต่อการเกิดพายุและดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ในทางตอนเหนือ ซึ่งไม่ค่อยส่งผลต่อประเทศไทยมากนัก
ทั้งนี้ คาดว่าในเดือน ส.ค.ฝนจะเริ่มกลับมาเป็นปกติ แต่ปริมาณน้ำฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 8-10% และเนื่องจากปกติร่องความกดอากาศต่ำ หรือร่องฝนในช่วงเดือน ก.ค.และ ส.ค.จะเริ่มลงมาภาคกลาง อาจส่งผลให้ฝนตกใต้เขื่อนลงมากกว่าที่จะตกเหนือเขื่อน จะไม่ส่งผลต่อพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามากนัก ลุ่มเจ้าพระยาจึงยังน่าเป็นห่วง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิกยังมีความเคลื่อนไหวอยู่ จึงพอจะมีข่าวดีอยู่บ้างว่าอาจมีการก่อตัวของพายุจะเพิ่มขึ้น
สุทัศน์ วีสกุล นักวิชาการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กล่าวว่า จากการติดตามสภาพฝนคาดว่าในเดือน ส.ค.นี้ ฝนจะเริ่มกลับมาตกตามปกติจากการที่เดือน ก.ค.อยู่ในภาวะฝนทิ้งช่วง แต่ยังน้อยกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ย ดังนั้นเมื่อสิ้นฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2558 คาดว่าจะมีน้ำใน 4 อ่างสำคัญ คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน น่าจะอยู่ที่ 3,000-4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
“จากลักษณะนี้การบริหารจัดการน้ำจะต้องระมัดระวังอย่างมาก กรณีเลวร้ายที่สุดก็จะยังมีน้ำกินน้ำใช้ อย่างไรก็ตามต้องเตรียมพร้อมแหล่งน้ำในทุกพื้นที่ให้กระจายทั่วไปเพื่อสะสมน้ำให้ทั่วประเทศ”เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปกติความต้องการใช้น้ำเมื่อสิ้นฤดูฝนจะอยู่ที่ 1.4-1.5 หมื่นล้าน ลบ.ม. แต่ที่ผ่านมาจะเก็บน้ำได้ประมาณ 1.1-1.2 หมื่นล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2557 มีปริมาณที่ 6,700 ล้าน ลบ.ม. ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่เนื่องจากในช่วงฤดูฝน กรมชลประทานจะลดการระบายน้ำเป็นปกติเพื่อให้เกษตรกรใช้น้ำฝนที่ตกลงมาทำการเกษตร
อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานคาดการณ์ว่า เมื่อสิ้นฤดูฝน ณ วันที่ 1 พ.ย. 2558 จะมีน้ำประมาณ 3,200 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นปริมาณที่กรมได้กำหนดการบริหารไว้แล้วเพื่อใช้ในฤดูแล้ง ภายในวันที่ 1 พ.ย. 2558-30 เม.ย. 2559 และยังสำรองไว้เพื่อแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงในปี 2559 ด้วย ซึ่งจะใช้ตามภารกิจหลักคือ น้ำกิน-น้ำใช้ น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำต้นทุนสำรอง เพราะฉะนั้นยืนยันว่าน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลนแน่นอน และไม่กระทบต่อการผลิตไฟฟ้า
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีน้ำประมาณ 600 กว่าล้าน ลบ.ม. หากกรมระบายน้ำวันละ 28 ล้าน ลบ.ม. จะสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 15 ส.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่กรมอุตุฯ คาดว่าฝนจะมาตามปกติ
วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรมมั่นใจว่าจัดการได้ เพียงแต่มีความกังวลถึงปีหน้า เพราะหากฝนยังตกน้อยกว่าที่ประมาณการ จะส่งผลต่อน้ำต้นทุนในปีหน้า
สำหรับสถานการณ์ขณะนี้นิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะนิคมที่อยู่อีสเทิร์นซีบอร์ด เนื่องจากมีบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรืออีสต์วอเตอร์ ดูแลร่วมกับ กนอ. แต่ภาคกลางมีความน่ากังวลสูง เพราะพื้นที่นิคมในอยุธยาใช้น้ำต้นทุนจากลุ่มเจ้าพระยา ขณะนี้ยังต้องเฝ้าติดตามความเสี่ยง
ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลใช้น้ำจากการประปานครหลวง ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยในเชิงปริมาณถ้าการประปาฯ ลดปริมาณน้ำ นิคมสามารถใช้บ่อบาดาลที่มีสำรองในนิคมได้ทันที ซึ่งมีความสามารถรองรับการใช้น้ำได้ 50% ขณะที่ในเชิงคุณภาพต้องระวังว่า ถ้าน้ำที่สูบมาใช้แล้วน้ำทะเลดันขึ้นมาจะมีผลให้น้ำในนิคมกลายเป็นน้ำกร่อย ซึ่งอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร
“ปีหน้าคงต้องมีแผนรับมือที่ลดความเสี่ยงกว่านี้ คือ การทำน้ำเค็มมาเป็นน้ำจืดแล้วใช้ในภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังต้องสร้างอ่างเก็บน้ำในนิคมเพิ่ม ซึ่งตอนนี้ที่มาบตาพุดก็กำลังหารืออยู่” วีรพงศ์ กล่าว







