
ถึงจะแพ้ขอแค่...คสช.นอนไม่หลับสักคืน
สัมภาษณ์พิเศษ พรชัย ยวนยี นักเคลื่อนไหวขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 1ใน14 นศ.ถูกจับกุม
โดย…เอกชัย จั่นทอง
ภายหลังกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 14 คน ได้รับอิสรภาพถูกปลดพันธนาการพ้นรั้วเขตกำแพงสูงอย่างเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังจากถูกจับกุมตัวไปเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดฯ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองฯ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป วันนี้พวกเขายังคงมีธงในอุดมการณ์ที่ชัดเจนประกาศกร้าว “ยืนยันจะต่อสู้ต่อไปในแบบอารยขัดขืน”
พรชัย ยวนยี หรือแซม เด็กหนุ่มวัย 25 ปี นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง และเป็นหนึ่งใน 14 นักศึกษาที่ถูกจับกุม ย้อนความคิดจุดเริ่มต้นต่อสู้กับรัฐบาลทหารว่า ตนติดใจและคุ้นคิดคำว่า “รัฐประหาร” จึงเลือกเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ขณะนั้นบ้านเมืองกำลังวุ่นวายเลยตั้งคำถามตัวเองว่า “ทำไมต้องรัฐประหาร” และพยายามศึกษาหาความเข้าใจ เป็นช่วงที่เรียนปี 1 ประมาณปี 2552 ในฐานะนิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ เรียนมาจนปี 3 ได้ทำกิจกรรมต่างๆมากมาย ทำค่ายในต่างจังหวัดพบเจอสารพัดสารพันปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การไล่ที่ จากปัญหาดังกล่าวทำให้มุ่งสนใจเรียนรู้ กระทั่งเรียนจบก็ยังออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนไหวกับเพื่อนเรื่อยมาจนปัจจุบัน
“ถ้าประเทศไทยแบ่งออกเป็นรัฐส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ปัญหามันมารวมที่ส่วนกลางตรงนี้แหละที่เป็นปัญหา ผมเลยเริ่มทำกิจกรรมเคลื่อนตัวเกี่ยวกับรัฐส่วนกลางมาโดยตลอด ผมเคลื่อนไหวอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 54 รวมประมาณ 4 ปี รัฐบาลที่เข้ามาบริหารงานไม่ดีหรือไม่เป็นธรรมผมก็จะออกมาเคลื่อนไหว อย่างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมก็ออกมาประท้วงเช่นกัน” พรชัย กล่าว
พรชัย สาธยายให้ฟังต่อว่า อย่างกลุ่มนักศึกษาดาวดิน เขาทำเรื่องเกี่ยวกับชาวบ้านโดนไล่ที่ภาคอีสาน พวกเขาศึกษาอย่างเข้าใจ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากรัฐส่วนกลาง รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปไล่ที่ชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้ดาวดินออกมาต่อต้านรัฐประหาร ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปหมด พวกเราเติบโตจากกิจกรรมเหล่านี้
“ขอให้เข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดจากรัฐส่วนกลาง มันไม่ใช่อยู่ว่าอยู่ๆใครจะไปรุกไล่ที่ชาวบ้าน มันไม่มีอำนาจพอจะไปสั่งคือรัฐบาลประชาธิปไตยมันยังพอพูดคุยกันได้ ขบวนการมันต้องผ่านหนึ่งสองสามสี่ตามกฎหมาย แต่รัฐบาลเผด็จการใช้มาตรา 44 อย่างเดียวเลย สิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือเราต้องการยกเลิกมาตรา 44 ต้องการให้เป็นไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะตอนนี้เหมือนสู้กับทหาร”
พรชัย บอกถึงการเคลื่อนไหว ว่า เราไม่ได้พึ่งต่อสู้ เราสู้มาตลอดแต่แค่ไม่เป็นข่าว เราต้องการสะท้อนปัญหาให้สังคมได้รับทราบ
“ตอนนี้เหมือนสู้ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่ใช่ว่าเราไม่กลัวปืนทุกคนกลัวอยู่แล้ว แต่คุณเป็นรัฐบาล เราไม่รู้จะเรียกร้องกับใครแล้ว เราต้องเรียกร้องกับรัฐบาล คุณมีหน้าที่จัดการ เราเหมือนเป็นปากกระบอกเสียงให้ชาวบ้านให้คนไม่มีทางสู้ แต่หลายคนบอกว่าเราต่อต้านรัฐประหาร เราไม่สนใจ คือคนเข้าใจ แค่นี้แต่ไม่เข้าใจว่าต่างจังหวัดได้รับผลกระทบมากแค่ไหน เราไม่ได้สนใจหรอกว่าใครเป็นรัฐบาล เพราะใครเป็นรัฐบาลเราก็ต่อต้านหมด ถ้าเป็นการทำโดยไม่ตามหลักประชาธิปไตย เราต่อต้านหมด”
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ถ้ารัฐบาลชุดไหนทำงานไม่ดี ไม่เป็นธรรมก็ออกมาคัดค้าน อันไหนที่เราเห็นด้วยเราก็เห็นด้วย อันไหนที่ไม่เห็นด้วยเราก็ออกมาค้าน ทำไมผมไม่ออกมาค้านเรื่องสลาก เพราะถ้ามันดีก็ทำไป อย่างที่บอกว่าทุกอย่างควรจะมีขบวนการประชาธิปไตย การออกมาต่อสู้มันไม่ได้คุ้มค่าอะไร แต่อย่างน้อยอยากให้สะท้อนความคิด ให้เขา(รัฐบาล) ได้นอนไม่หลับ “คืนหนึ่งผมก็เอา” เพราะเราไม่รู้จะทำอะไร เราไม่มีปืนไม่มีเงินไม่มีอำนาจ มีหลายคนบอกว่าให้เลิก เขาบอกว่าจะไปสู้ทำไมสู้ไปก็เหนื่อย ดูอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เขามีทุกอย่าง อำนาจ เงิน ยังทำอะไรไม่ได้เลย แล้วพวกคุณมีไม่ถึงร้อยคนจะไปทำอะไรได้ แต่อย่างน้อยเรื่องเหล่านี้มันก็เข้าสู่กระบวนการคิดของคนแค่นั้นก็พอใจแล้ว ให้ประชาชนได้คิด
“หลายๆ คนเข้ามาผมบอกว่ามันไม่มีชัยชนะหรอกสำหรับพวกเรา เราเป็นพวกที่ยืนอยู่ข้างคนที่ถูกแม้ว่าข้างเราจะแพ้ ไม่ใช่ว่าคนที่ชนะจะถูกเสมอไป จะต้องแพ้ตลอดชีวิตก็แพ้ แค่เราได้สู้ตามวิถีทางของเรา ตัวอย่างเช่น เขาบอกว่าการที่ชุมนุมเกินห้าคนผิด เราก็ยอมรับผิดก็ยอมเข้าคุก แต่เราบอกว่าการกระทำเราไม่ผิด จะจับจับไป ไม่ขัดขืน แต่เราบอกว่าเราไม่ผิดให้สังคมโลกตัดสินเองว่ามันผิดหรือไม่ผิด
ผมบอกกับเพื่อนหลายๆคนเองว่าห้ามลงไปเดินบนถนนนะ เพราะจะทำให้คนไม่พอใจ เป็นการชุมนุมปิดถนนปิดการจราจร เราพยายามสร้างกติกาที่เป็นบรรทัดฐานสำหรับคนที่อยากออกมาสู้เรื่องนี้ เราเห็นการทำม็อบสีที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ฝ่ายหนึ่งจะทำแบบนั้นอีกฝ่ายจะเอาแบบนี้ไม่เคารพกติกากันไม่มีใครยอมเข้าคุก พวกเราทำให้เห็นว่าผิดก็เข้าคุก ซึ่งมันไม่เท่ห์หรอก แต่เรารู้สึกว่าเราผิดเราต้องเข้าคุก แล้วก็สู้ตามกระบวนการกฎหมายตามสิทธิที่เราจะได้”
26 มิ.ย. พรชัย และเพื่อน รวม 14 คน ถูกตำรวจจับกุมก่อนส่งขึ้นศาลทหารและมีคำสั่งฝากขังผลัด 12 วัน ทั้งหมดถูกส่งตัวมาเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พรชัย เล่าความรู้สึกในวันนั้นว่า ผมเข้าเรือนจำตอน 02.00 น. (ตีสอง) อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กลายเป็นไปปลุกนักโทษทุกคนตื่นหมด คือ14 คนมันเยอะและวุ่นวายมาก พวกผมถูกส่งตัวเข้าไปแดนแรกรับ หรือแดน 1 คืนแรกนอนหลับจากร่างกายที่เหมื่อยล้า แต่ไม่คุ้นกับที่นอนพื้นปูนด้วยสภาพที่แคบ ในแดนแรกรับมีนักโทษ 60 คน มันแออัดมากจะนั่งคุยกันมันก็เกรงใจคนอื่นเขานอนกันหมดแล้วเลยต้องทนนอนไป
“ตื่นเช้ามาก็ปั๊มนิ้วลายมือ ทำตัวแบบนักโทษหาเสื้อผ้าเปลี่ยนกันจ้าละหวั่น เราก็กลัวเพราะเข้าคุกครั้งแรกแต่เขาให้ทำอะไรก็ทำตามนั้นแหละ พอคืนที่สองตรวจสุขภาพหาเสื้อผ้า ญาติก็อยากมาเยี่ยมไม่รู้จะเยี่ยมยังไง มันเร่งด่วนไปหมด เราก็ไม่รู้จะทำยังไงจะกินข้าวยังไง มื้อแรกพิเศษหน่อยเพื่อนๆบอกพิเศษมากคือไข่พะโล้ คือมีน้ำพะโล้มีหมูละไข่ต้มปอกเองเอาไปใส่เอง ก็แปลกดี รสชาติก็ คือถ้าพูดว่าระยำมันก็เหมือนดูถูกผมรู้สึกเลยว่าตั้งใจทำให้ไม่อร่อยรึเปล่า แต่ก็มีนักโทษคนอื่นเอาน้ำพริกมาให้ก็ตัดรสไปเยอะ“
พรชัย เล่าต่อไปว่า เรือนจำดูแลความปลอดภัยเราดีมาก แต่เราไม่มีความรู้สึกกลัวเลยอาจเพราะเราอยู่ด้วยกันสิบสี่คน แค่มองหน้ากัน เรายิ้มให้กัน ไม่ได้เสียกำลังใจเลย ผมอยู่ในนั้นผมก็ยิ้มทุกวันเฮฮาร้องเพลงปกติ ถามว่าคิดถึงที่บ้าน คิดถึงอนาคตมั้ยคิดถึงแต่ถ้าเรามัวแต่มาพูดให้เพื่อนฟังมันก็ไม่ดี พยายามยิ้มตลอด บางคนคิดถึงแฟนเราก็ปลอบใจ คิดว่ายังไงต้องเทคแคร์น้องๆก่อน เราคิดว่าอยู่ในคุกกำลังใจมันน่าจะสำคัญสุด อีกอย่างเราก็คุยกันว่าจะเคลื่อนไหวยังไงในเรือนจำซึ่งสิ่งที่เราทำตอนแรกคือ พยายามหาข่าวให้ได้มากที่สุด ปกติจะมีหนังสือพิมพ์ให้ พอพวกผมเข้าไปปิดหมด ไม่ให้อ่านรับรู้อะไรเลย จะได้รู้ก็ตอนญาติมาเยี่ยมก็มาพูดให้ฟัง แต่ผมสันนิษฐานว่าอาจจะมีโดนดักฟังด้วย
“จวบจนวันที่ 5 ที่ถูกคุมขังก่อนจับแยกขังตามแดน ผมโดนไปอยู่แดน 4 จากนั้นพวกเราตัดสินใจกันว่าจะโกนหัวพยายามต่อรองเจ้าหน้าที่ในเรือนจำทุกทางจนที่สุดก็ได้โกนหัว พอพวกผมโกนหัวพวกผู้คุมโดนด่ากันทั้งแดน หัวหน้าด่าหมดเลย ทำไมมึงไม่ดู กูซวยแน่เลยมันโกนผมกันแล้ว พวกพี่เลี้ยงก็โดนวิดพื้นไปหมดเหนื่อยกันหมด คือเขากลัวเป็นภาพไม่ดี เหมือนเราจะต่อต้านหรือแบบพวกนี้มันเตรียมจะแหกคุกรึเปล่า กลัวนักโทษคนอื่นทำด้วย การทำแบบนี้มันเหมือนเป็นอารยะไง เหมือนปลุกระดมจะทำให้เรือนจำเหนื่อยเลย”
พรชัย บอกอีกว่า สุดท้ายศาลก็ยกคำร้องฝากขังผลัด 2 ครั้งนั้นตนปรึกษากับเพื่อนทั้งหมดแล้วว่า หากถูกฝากขังต่ออีก “ผมและเพื่อนจะอดข้าวประท้วงยอมตายในเรือนจำ” และมองการยกเลิกฝากขังมันเป็นเพราะกระแสสังคมมันสูง ไม่ได้เป็นเพราะพวกผม สิ่งที่สำคัญคือสื่อภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ สามส่วนนี้มันคือเสาหลักที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงมันสำคัญจริงๆ (เรามองว่ารัฐบาลไม่ได้ปล่อยด้วยความจริงใจ) แค่เหมือนลดแรงเสียดทานให้อยู่ได้นานที่สุด
ส่วนครอบครัวตนก็ไม่ได้ว่าอะไรมากมายเพราะเข้าใจในสิ่งที่พวกผมทำ และยืนยันไม่ใครสนับสนุนการทำกิจกรรมหรืออยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ จากนี้ไปคงห่วงเรื่องของอนาคตที่จะต้องไปเรียนต่อกับแฟนที่ประเทศอังกฤษในเร็วๆนี้ ทุกอย่างทำเรื่องไว้หมดแล้ว แต่ตอนนี้กำลังลังเลใจว่าจะไปดีหรือไม่ เพราะเราออกมาต่อสู้แล้วยืนยันเดินหน้าต่อสู้อย่างต่อเนื่องแน่นอน นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้นยังมีกิจกรรมเคลื่อนไหวอีกมาก เราประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องการมาตรา 44
พรชัย ย้ำจุดยืนในข้อเรียกร้องกับรัฐบาลว่า เราต้องการให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้วิจารณ์ในสิ่งที่เขาถูกกระทำในสิ่งที่รัฐกระทำว่าดีไม่ดี ไม่มีประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะโดนขังด้วยมาตรา 44 สิ่งที่พวกเราทำขอแค่ข้อเดียวในจุดเริ่มต้นคือยกเลิกมาตรา 44 เพื่อให้ทุกคนได้ออกมาวิจารณ์ ส่วนรัฐบาลจะบริหารประเทศจะมีรัฐธรรมนูญ แต่ขอให้อยู่ในระยะเวลาที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน ไม่ใช่บอกผลัดเปลี่ยนไปเรื่อย







