
การปฏิรูปการศึกษาภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
....อนุรักษ์ นิยมเวช
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 80 (3) ในส่วนของแนวนโยบายด้านการศึกษา มีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี โดยกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องไปกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม กำหนดให้รัฐจัดแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ และจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เนื่องจากการศึกษานั้นมีความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์และเป็นส่วนหนึ่งที่นำพาไปสู่การพัฒนาทางการเมือง และการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดหลักในการจัดการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล (Education for All) และคนทั้งมวลมีส่วนร่วมในการศึกษา (All for Education) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก
นอกจากนี้ การศึกษายังเป็นตัวแปรสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงหลักการของประชาธิปไตย และให้ได้รับรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ขั้นพื้นฐานของตนเองในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น การใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะหากประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ก็ทำให้ไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง เช่น มีการขายสิทธิขายเสียง เป็นต้น การศึกษาจึงเป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยกระตุ้นให้ประชาชนให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของประชาชนในชาติทุกคน มิใช่เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาขั้นพื้นฐานและบุคลากรทางการศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขและควรมีรูปแบบการสอนที่ส่งเสริม และปลูกฝังการมีส่วนร่วมในทางการเมืองให้แก่เด็กนักเรียนด้วย
โดยปัจจุบันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาจำนวน 3 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 โดยพระราชบัญญัติระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2536 ฉบับดังกล่าวได้มีการยุบรวมกรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติและกรมวิชาการเข้าด้วยกัน แล้วได้จัดตั้งขึ้นเป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมีการรวมเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไว้ด้วยกัน ปัญหาที่ตามมาคือ การพัฒนาการศึกษาแก่ประชาชนนั้นไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการรวมเขตพื้นที่การศึกษานั้นทำให้การจัดการศึกษาและการบริหารไม่มีความคล่องตัวและไม่ทั่วถึง ประกอบกับข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษามีวัฒนธรรมในการทำงานแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการบริหารงานของบุคลากรก็เป็นไปได้ลำบาก อีกทั้งเด็กนักเรียนยังมีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่น ผลการเรียนไม่ดีขึ้น เป็นต้น ซึ่งอาจเกิดจากรัฐไม่ได้ให้ความสนใจกับบุคลากรทางการศึกษาเท่าที่ควร เพราะมีการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ
จึงได้มีการจัดร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นใหม่ ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของวุฒิสภาเรียบร้อยแล้วทั้งสาม ฉบับ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญเพื่อเป็นการแบ่งแยกเขตการศึกษาออกเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาความไม่คล่องตัวในการบริหารและการจัดระบบการศึกษา โดยมุ่งเน้นการดูแลคุณภาพการศึกษา การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา การประสานงานเพื่อประสิทธิภาพทางด้านหน้าที่ของบุคลากรทางการศึกษาและการบริหารงานบุคคลให้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากวัฒนธรรมขององค์กร การบริหารงานบุคคล และงบประมาณของทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษามีความแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อแยกแล้วทำให้เกิดการบริหารและการจัดการที่ทั่วถึงและสอดคล้องกับระดับการศึกษาที่จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สอดคล้องไปกับการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาที่แก้ไขดังกล่าว เพื่อให้มีการทำงานและการบริหารที่สะดวกและครอบคลุมมากขึ้น
จึงเห็นได้ว่าการศึกษานั้นเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และยังเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศอีกด้วย ดังนั้นนอกจากการแบ่งเขตการศึกษาใหม่แล้ว การปฏิรูปการศึกษาควรที่จะมุ่งเน้นปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดี มีคุณธรรมและมีศีลธรรมมิใช่ให้เป็นคนเก่งอย่างเดียว เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นและไม่เป็นการก่อให้เกิดการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย นอกจากนั้นบุคลากรทางการศึกษาก็ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาการศึกษา เพราะตัวบุคลากรเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้แก่เด็กนักเรียน ดังนั้นบุคลากรจึงควรมีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นอย่างดี จึงควรมีการส่งเสริมให้ผู้สอนได้เรียนเพิ่มเติมในสาขาที่ขาดแคลน เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครู ควรจัดให้มีเงินเดือนขั้นพื้นฐานที่สูงขึ้น และจัดให้มีโบนัสเพื่อเป็นแรงจูงใจให้ครูที่มีความรู้ความสามารถมีกำลังใจในการทำหน้าที่ ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ และเพื่อจัดสรรโอกาสให้เด็กนักเรียนในการเรียนต่อในชั้นอุดมศึกษาหรือมีโอกาสในการทำงาน นอกจากนี้เมื่อมีการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาแล้ว ก็ควรมีการกระจายความพร้อมและคุณภาพไปยังโรงเรียนต่างๆ อย่างใกล้เคียงกันระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองและโรงเรียนในชนบท พร้อมทั้งจัดให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถในท้องถิ่นในเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้รับประโยชน์นั้นๆ โดยตรง เข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ หรืออนุกรรมการข้าราชการหรือบุคลากรทางการศึกษา เพื่อที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและความต้องการในท้องถิ่นอย่างชัดเจนมากขึ้น







