
4 โจทย์ท้าทายผู้ว่าธปท.คนใหม่
8...ทีมข่าวการเงิน
แม้จะมีเสียงร่ำลือว่ามี
“หวยล็อก” เก้าอี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ แต่การฝ่าปราการเหล็กอย่างคณะกรรมการสรรหาชุดที่มี นายเสนาะ อูนากูล เป็นประธานนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย4 รายชื่อที่เป็นตัวเต็งล้วนแต่ดีกรีระดับพระกาฬ ไม่ว่าจะเป็นนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ธปท. และนายพิสิฐ ลี้อาธรรม คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อีกทั้งการเป็นผู้ว่าการ ธปท.ภายใต้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อเศรษฐกิจไทยมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น และภาวะการเมือง ก็ไม่ทำให้เก้าอี้ของผู้ว่าการ ธปท.มีความอิสระ เหมือนในช่วงกว่าสิบปีก่อน
โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ มีอย่างน้อย 4 ข้อ
หนึ่งคือเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาท ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่โอดครวญมาตลอดว่าเงินบาทแข็ง สู้คู่แข่งไม่ได้
ขณะที่กระทรวงการคลังก็
“ดาหน้า” ออกมากดดัน ธปท.โดยตลอด เพราะมองว่า ธปท.คือขวากหนามชิ้นใหญ่ในการแก้ปัญหาเมื่อ ธปท.ปล่อยให้เงินบาทแข็งโป๊กเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมายเท่านั้น ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัว
ปล่อยให้ฝ่ายการเมืองใช้นโยบายการคลังอัดฉีดอย่างหนัก สุดท้ายก็กลายเป็นหนี้สาธารณะถูกโจมตีจากฝ่ายค้าน ส่วน ธปท.ทำสวยทำหล่อได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธปท.ต้องแบกรับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นภาระต้นทุนที่หนักหนาสาหัส หากจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงอีกตามแนวคิดของคลัง
ธปท.อาจต้องเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐหนักขึ้น นั่นหมายความว่าเงินทุนสำรองจะพุ่งไปสูงเกินกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สุดท้าย ธปท.ขาดทุนมากขึ้น ก็คือต้นทุนของประเทศที่ต้องจ่ายอยู่ดี
โจทย์ท้าทายประการที่สองคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือทางการเงินตัวที่สอง ที่ ธปท.กำกับดูแลอยู่
ที่ผ่านมากระทรวงการคลังเรียกร้องให้ ธปท.ตรึงดอกต่ำเอาไว้ให้นานที่สุด
โดยดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้อยู่ที่ 1.25% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของดอกเบี้ยนโยบาย
ขณะที่ผู้บริหาร ธปท.ออกมาส่งสัญญาณหลายครั้งว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นดอกเบี้ยอ้างอิงให้กับสถาบันการเงินในการกำหนดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14 ก.ค.นี้ ซึ่งแน่นอนว่ากระทรวงการคลังคงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ธปท.มองว่า แรงกดดันเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 มีโอกาสปรับสูงขึ้นอีก ทั้งในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ตามราคาน้ำมัน ราคาวัสดุก่อสร้าง และสินค้าเกษตรที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลง
คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้เฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ 3.54% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นไปถึง 2% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2553
แม้รัฐบาลจะต่ออายุมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในส่วนของรถเมล์รถไฟค่าน้ำค่าไฟฟ้าฟรี ถึงสิ้นปี พร้อมกับยืดการตรึงราคาก๊าซแอลพีจี และก๊าซเอ็นจีวีออกไปอีก 6 เดือนจนถึงเดือน ก.พ. 2554 นั้น อาจสามารถช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อลงบางส่วนเท่านั้น
เหตุที่กระทรวงการคลังอยากให้ ธปท.ขึงดอกเบี้ยต่ำให้นานที่สุด เพื่อลดภาระของลูกหนี้และดึงให้สภาพคล่องออกมาจากการ
“นอนก้น” อยู่ในแบงก์อย่างเดียว มาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า กระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน ขณะที่ ธปท.กลัวการนำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์มากเกินไป ทำให้เกิดฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแนวคิดเรื่องอัตราดอกเบี้ยของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ จึงอยู่ในจุดที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง!!!
ประการที่สาม คือการกำกับดูแลสถาบันการเงิน ที่แนวคิดของกระทรวงการคลัง ไม่ต้องการให้บทบาทหน้าที่นี้อยู่ใน
“อุ้งมือ” ของ ธปท.อีกต่อไป แต่อยากให้แยกมาเป็นคณะกรรมการอิสระที่จะตั้งขึ้นหลังจากที่ผ่านมา การบังคับให้สถาบันการเงิน
“ทำหน้าที่” ให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลเป็นไปได้ยากยิ่ง เนื่องจาก ธปท.ไม่ใช้อำนาจที่เด็ดขาดในการคุมสถาบันการเงินอย่างแท้จริงสังเกตได้จากกลไกการลดดอกเบี้ยในรอบที่ผ่านมา แม้ ธปท.จะมีการปรับลดลงไปแล้ว แต่สถาบันการเงินกลับไม่ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงตามทันที แต่ก็ลงแส้อะไรไม่ได้
รวมทั้งมาตรการควบคุม
“ส่วนต่างดอกเบี้ย” ที่ขณะนี้ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากห่างกันถึง 45% และมีกำไรสูงมาก แทบไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจด้วยซ้ำ ขณะที่ประชาชน ลูกหนี้ตาดำๆ กลับต้องแบกรับภาระแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกโดยสิ้นเดือน พ.ค. 2553 ยอดเงินให้สินเชื่อสุทธิของ 14 ธนาคารพาณิชย์ไทย มีจำนวน 5.98 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.95 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. แม้ว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในขณะที่ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้นมากกว่า โดยเพิ่มขึ้นถึง 1.2 แสนล้านบาท จาก 6.52 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน เม.ย. มาอยู่ที่จำนวน 6.64 ล้านล้านบาท ณ สิ้นเดือน พ.ค. จากการที่ธนาคารพาณิชย์ออกผลิตภัณฑ์เงินออมที่ให้ผลตอบแทนจูงใจออกมาอย่างต่อเนื่อง สู้กับพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง
โจทย์ประการที่สี่ คือการกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตทั้งของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นันแบงก์) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคิดดอกเบี้ยอย่างไม่เป็นธรรม รวมทั้งค่าธรรมเนียมและการทวงหนี้
เมื่อดอกเบี้ยในระบบและดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวลดลง แต่ดอกเบี้ยบัตรเครดิตและดอกเบี้ยธุรกิจที่ยังคงสูงอยู่ ขณะที่ ธปท.ยังไม่มีมาตรการดูแลในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นที่น่าพอใจของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง
แม้ ธปท.จะอ้างว่าธุรกิจบัตรเครดิตให้คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 20% สินเชื่อส่วนบุคคลคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 28% จากเดิมคิดอัตราสูงมาก 5060% แต่ก็ยังถือว่าแพง เมื่อเทียบกับข้อเท็จจริง
ขณะที่กระทรวงการคลังผลักดัน ร่างพ.ร.บ.ธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ.... ผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการปฏิรูปการกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่
ไม่เพียงแต่เรื่องดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทวงหนี้ และการแอบนำรายชื่อลูกค้าไปขายให้บริษัทประกัน
นี่คือ 4 โจทย์ใหญ่ท้าทายผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่แบบถึงพริกถึงขิง!!!







