
เปิดร่าง รธน.ใหม่ กมธ.ไม่ถอยนายกฯ คนนอก
ผ่านมา 11 วัน สำหรับการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ผ่านมา 11 วัน สำหรับการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามข้อเสนอและคำขอแก้ไขของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเนื้อหาหลายส่วนที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้รับการปรับปรุงแก้ไขใหม่
เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก การตัด “สภาตรวจสอบภาคพลเมือง” และ “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ออกจากร่างรัฐธรรมนูญ แต่ได้เพิ่มเนื้อหาเข้ามาใหม่ในมาตรา 68/1 ให้บุคคลมีสิทธิเฝ้าระวังและตรวจสอบการกระทำและการทำหน้าที่ของผู้นำทางการเมือง รวมถึงมีสิทธิรวมตัวเพื่อดำเนินการตรวจสอบได้
ในส่วนของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ หลังถูกตัดออกจากร่างรัฐธรรมนญ จะกำหนดให้มีกลไกในการกำกับและตรวจสอบมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้นำทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะไปกำหนดให้อยู่ใน พ.ร.บ.ที่จะออกมาในอนาคต
อีกประเด็นที่มีเสียงคัดค้านอย่างมาก คือ การเปิดให้ “กลุ่มการเมือง” สามารถส่งผู้สมัคร สส.ได้ ไม่ต่างจากพรรคการเมือง จนมีเสียงทักท้วงว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำกับกฎระเบียบที่คุมเข้มพรรคการเมืองแต่ไม่ครอบคลุมกลุ่มการเมือง สุดท้ายที่ประชุมมีมติให้ตัดกลุ่มการเมือง
ส่วนประเด็นการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อแบบเปิด หรือ “โอเพ่นลิสต์” ที่ถือเป็นนวัตกรรมที่ กมธ.คิดค้นขึ้นมาใหม่ แก้ทางไม่ให้นายทุน หรือผู้มีอำนาจเข้ามามีอิทธิพลกำหนดตัวผู้สมัครในพรรค แต่อีกด้านกลับเกรงว่าในทางปฏิบัติจะเกิดปัญหาความสับสนในการลงคะแนน สุดท้าย กมธ.ยอมตัด แต่ยังคงให้สิทธิประชาชนในการเลือกผู้สมัครในแต่ละบัญชีรายชื่อ ด้วยการใช้วิธีการหยั่งเสียงโดยสมาชิกพรรคแทนเพื่อเป็นการทดแทน และมีเงื่อนไขว่าต้องมีสัดส่วนสตรีไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ในบัญชีของการทำการหยั่งเสียงดังกล่าว
ในส่วนระบบเลือกตั้งยังเป็นระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม หรือเอ็มเอ็มพี ซึ่งโครงสร้างใหญ่ยังเหมือนเดิม คือมีจำนวน สส. 450-470 คน แต่มีการปรับรายละเอียด ทั้งการจัดบัญชีรายชื่อเดียวทั้งประเทศ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา ซึ่งจะทำให้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อลดลงเหลือ 150 คน จากเดิม 200 คน และไปเพิ่มจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเป็น 300 คน จากเดิม 250 คน
สำหรับที่มา สว.ที่เคยเป็นปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก สุดท้าย กมธ.กำหนดให้ สว.ไม่เกิน 200 คน แบ่งเป็นระบบเลือกตั้ง 77 คน และสรรหา 123 คน ทั้งนี้ สว.เลือกตั้งจะมาจากเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน โดยจะไม่มีคณะกรรมการกลั่นกรองทำหน้าที่คัดกรองบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในแต่ละจังหวัด จำนวน 10 คน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ออกเสียงลงคะแนน เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ได้กำหนดไว้
ส่วนการสรรหา สว. 123 คน จะมีที่มา 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการ ตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ผบ.เหล่าทัพ ให้เลือกกันเองแต่ละประเภทไม่เกิน 5 คน จากเดิมไม่เกิน 10 คน 2.ผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ หรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง โดยส่วนนี้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จับสลากไม่เกิน 15 คน และ 3.ผู้แทนองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคล ด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการและศึกษา ด้านชุมชน และด้านท้องถิ่นและท้องที่ ซึ่งมาจากการสรรหาไม่เกินด้านละไม่เกิน 6 คน และ 4.ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ ซึ่งมาจากการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา 68 คน จากเดิม 58 คน
สำหรับหมวดคณะรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรี มาจาก 2 ทาง คือ 1.ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกจากบุคคลที่เป็น สส. และ 2.ให้สภาลงมติเลือกจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น สส.แต่ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สส.เท่าที่มีอยู่ในสภา และหากเกิดกรณีที่พ้นกำหนด 30 วัน แต่สภาไม่สามารถเลือกบุคคลมาเป็นนายกฯ ได้ ให้ประธานสภานำชื่อของบุคคลที่เป็น สส.ที่ได้รับเสียงข้างมากจากสภา ทูลเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
ขณะเดียวกัน นายกฯ จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8 ปีไม่ได้ และนายกฯ ไม่ต้องเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีให้วุฒิสภาพิจารณาก่อน แต่นายกฯ และรัฐมนตรีต้องเสนอแสดงสำเนาการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 5 ปี ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
นอกจากนี้ การปรับแก้อำนาจของนายกฯ ที่ขอให้สภาลงมติไว้วางใจตัวเองได้ตามมาตรา 181 แต่ไม่ตัดสิทธิ สส.ในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากนั้น จากเดิมที่ร่างเดิมห้าม สส.ขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ อีก ส่วนมาตรา 182 ซึ่งให้นายกฯ สามารถเสนอขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินจากสภาผ่านการเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้สภาเห็นชอบได้ภายใน 48 ชม.นั้น คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ตัดมาตรานี้ทิ้งออกทั้งหมด
ในขณะที่มาตรา 184 ว่าด้วยการให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาราชการแทนรัฐมนตรีนั้น ได้ปรับแก้เป็น ในกรณีที่จำนวนรัฐมนตรีซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาราชการแทน จากเดิมที่กำหนดให้ปลัดกระทรวงเข้ามารักษาการทันทีเมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุจากการยุบสภา และให้คณะรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่รักษาการดังกล่าวสามารถลาออกจากการรักษาการได้







