
หม่อมอุ๋ยเชื่อจีนดูแลได้ กสิกรไทยจับตาชี้ไม่กระทบ
ผลจากวิกฤตตลาดหุ้นในจีน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ไม่ได้น่ากังวล
ผลจากวิกฤตตลาดหุ้นในจีน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์ไม่ได้น่ากังวล เชื่อว่าทางการจีนมีเครื่องมือที่จะดูแลได้ และขณะนี้จีนก็ยังมีการซื้อสินค้าจากไทยเป็นปกติ แต่ในเรื่องการส่งออกระยะนี้ต้องอาศัยการดูแลค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย เพราะในสินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนขณะนี้มีคู่แข่งอย่างประเทศเพื่อนบ้านดังนั้นจะต้องมีการดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจภายนอกตอนนี้ น่าจะต้องดูที่ปัญหาของกรีซมากกว่า ว่าจะยังอยู่กับกลุ่มยูโรหรือไม่ เพราะหากต้องออกไปจะทำให้เศรษฐกิจกรีซแย่ลง จะต้องถูกทวงหนี้และจะกระทบไปยังประเทศในกลุ่มยูโรที่เป็นเจ้าหนี้ของกรีซอยู่หลายประเทศ แต่ประเด็นนี้ได้หารือกับ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. พร้อมได้ประเมินผลกระทบที่จะมีต่อประเทศไทย ในส่วนผลต่อการส่งออกกระทบอย่างจำกัด เพราะไทยส่งออกไปกรีซเพียง 0.6% และสถาบันการเงินไทยไม่มีการลงทุนในพันธบัตรกรีซ มีเพียงการลงทุนในพันธบัตรยุโรปประเทศอื่นในสัดส่วน 0.5% ของการออกไปลงทุนต่างประเทศของไทย
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า แต่ผลกระทบที่จะเกิดกับไทยแน่นอน คือเรื่องของเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน เพราะสถานการณ์ตอนนี้นักลงทุนในตลาดจะต้องเคลื่อนย้ายเงินจากยุโรปไปถือสกุลที่ปลอดภัย คือ ดอลลาร์และเยน ดังนั้นเงินบาทไทยจะต้องขยับไปใน 2 ทาง คือ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์และเยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับยูโร ซึ่งในช่วง 2 วันที่ผ่านมาก็เคลื่อนไหวในทิศทางที่คาดไว้ แต่ค่าเงินบาทของไทยก็เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพไม่หวือหวา
ส่วนในตลาดหุ้นไทย แม้จะยังลดลงแต่ก็ไม่ได้ลดลงมากเมื่อเทียบกับจีน เพราะก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนขึ้นไปมากเมื่อเกิดปัญหาความไม่แน่นอนในกลุ่มยุโรป นักลงทุนเลี่ยงความเสี่ยงตลาดหุ้นจีนจึงลงมาแรง แต่ของไทยไม่ได้ขึ้นมาก และเมื่อประเมินผลกระทบต่อตลาดพันธบัตร กรณีที่หากนักลงทุนมีความกังวลมากขายพันธบัตรที่ถือในประเทศไทยทั้งหมด 1.8 หมื่นล้านบาท ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยก็รับได้ เพราะมีอยู่ถึง 1.8 แสนล้านบาท หรือ 10 เท่าของพันธบัตรที่ต่างชาติถืออยู่
“ระยะนี้การดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เงินบาทเราจะต้องอ่อนค่าสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องมีเสถียรภาพ เพราะถ้าอ่อนเร็วก็ต้องระวังเรื่องราคาน้ำมันจะปรับขึ้น ตอนนี้อัตราแลกเปลี่ยนมีความสำคัญที่สุด ธปท.ต้องดูอย่างละเอียดอ่อน” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว
ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัญหาตลาดหุ้นจีนในปัจจุบัน แม้จะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงของจีน และอาจไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยหรือค่าเงินหยวนโดยตรง
“แต่ถ้าความมั่งคั่งของจีนหายไป ก็อาจทำให้ภาคการบริโภคหรือยอดค้าปลีกของจีนลดลง ขณะที่การเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนเป็นส่วนน้อย ถ้าตลาดหุ้นลดลง 30% ก็ไม่กระทบมาก แต่ก็ต้องจับตาดูด้วยว่าทางการจีนจะทำอย่างไรต่อไป” เชาว์ กล่าว
ทั้งนี้ เห็นว่าการที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงรุนแรง คงเป็นเรื่องของการปรับฐานมากกว่า หลังจากขึ้นไประดับสูงสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่อยู่ในวงจำกัด แต่ให้รอดูตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ทั้งด้านการผลิต ค้าปลีกและส่งออก ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าที่จะประกาศให้ดี เพราะถ้าตัวเลขปกติสถานการณ์โดยรวมก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้าตัวเลขยังชะลอลงก็ต้องติดตามสถานการณ์ให้ดี ซึ่งเป็นอะไรที่คาดการณ์ได้ยากมาก แต่สุดท้ายแล้วเชื่อว่าทางรัฐบาลจีนต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อประคองเศรษฐกิจต่อไปอย่างไรก็ตาม ในส่วนของนักท่องเที่ยวจีนนั้น คาดว่ายังคงเป็นตลาดหลักของไทย และเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการท่องเที่ยวของไทยในช่วงครึ่งปีหลัง เชาว์ กล่าวถึงเรื่องการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย ว่า เป็นโจทย์ที่ยากขึ้น เพราะปัจจัยเปลี่ยนไปมาก ทั้งปัญหาจากกรีซ ยุโรป และจีน รวมถึงในภูมิภาคที่ค่าเงินอ่อนบางตัว จึงมีความเสี่ยงและมีความผันผวนเพิ่ม แต่เชื่อว่า ธปท.จะดูแลเรื่องนี้ได้ และ ธปท.ก็มีทุนสำรองอยู่มาก ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังเกินดุล ส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นการอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 3% ต่างกับค่าเงินริงกิตของมาเลเซียและรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ที่อ่อนค่าไปถึง 7% จึงเป็นปัจจัยเฉพาะประเทศมากกว่า หากมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ วางกรอบค่าเงินบาทในปีนี้ไว้ที่ 34.5 บาท/เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยเติบโตสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. มี 4 ล้านคน โต 111% เทียบกับปีก่อน สร้างรายได้ 9.6 หมื่นล้านบาท โต 147% สะท้อนว่าตลาดจีนเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ตลอดปีนี้คาดว่าจะมาไทย 7.5 ล้านคน สร้างรายได้ 3.3 แสนล้านบาท







