
เบื้องหลังวันจับนักศึกษา สะท้านแผนปรองดอง
"รัฐบาลต้องระวังและควรคำนึงถึงว่าอย่างน้อยต้องปล่อยให้ทุกคนมีรูหายใจระบายออกบ้าง การที่บางฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพียงสีสันเท่านั้น"
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สถานการณ์ทางการเมืองภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เดินทางมาสู่หลักกิโลเมตรที่สำคัญ ภายหลังเกิดเหตุการณ์เดินขบวนประท้วงของกลุ่มนักศึกษาจนนำมาสู่การจับกุมนักศึกษาจำนวน 14 คน โดยฝ่ายความมั่นคง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เมื่อเสรีภาพของนักศึกษาได้ถูกจำกัดลงด้วยอำนาจรัฐ นำมาซึ่งแรงกระเพื่อมต่างๆ ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศเพื่อกดดันให้รัฐบาลคืนอิสรภาพให้กับนักศึกษา ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องประกาศผ่านสื่อว่าไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับ “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นคนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เข้าไปเจรจากับนักศึกษาในเหตุการณ์ครั้งนั้น อดุลย์เล่าถึงสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านมาและประเมินถึงผลกระทบต่อการสร้างความปรองดองในอนาคตเอาไว้อย่างน่าสนใจ
อดุลย์ เกริ่นนำว่า “ทางนายกรัฐมนตรีขอให้คณะกรรมการปรองดองเข้าไปเป็นตัวประสาน ซึ่งเราก็ได้พยายามเข้าไปช่วย เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา วันนั้นแม้นักศึกษาจะมีหมายจับ แต่รัฐบาลก็พยายามเลี่ยงและพยายามเสนอทางออก ในที่สุดนักศึกษาก็ยังยืนยันในจุดยืนและเป้าหมายเดิมของตัวเอง ทำให้คณะกรรมการปรองดองที่เข้าไปไกล่เกลี่ยก็ต้องยอมรับ เคารพจุดยืนของนักศึกษาด้วย จนกระทั่งก็สุดที่จะทำอะไรได้
“ต้องเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็มีภาระ เพราะมีหมายจับอยู่ทนโท่ถ้าไม่ทำตามหน้าที่ ตัวเองต้องโดนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นกัน”
ทำไมถึงมีการจับนักศึกษา เนื่องจากตามข่าวออกมาว่าอดุลย์ได้ประสานกับอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ในลักษณะที่ว่าจะไม่มีการจับนักศึกษา แต่สุดท้ายก็มีการจับกุม? ผู้ประสานงานในเวลานั้นเล่าให้ฟังในตอนนี้ว่า “จริงๆ แล้วการเจรจากับนักศึกษาได้ดำเนินการไปถึงสองวันเต็มๆ ทางตัวแทนทหารและรัฐบาลก็ทำตามนโยบายของนายกฯ ก็อะลุ่มอล่วยให้ทุกอย่างเต็มที่ แต่เหมือนมาจุดหนึ่ง แทนที่นักศึกษาจะมานั่งคุยกันว่าควรจะหาทางบรรเทากันอย่างไรหลังจากมีหมายจับ แต่ว่ากลุ่มนักศึกษาไม่ตอบสนอง
“ดาวดินอยากต่อสู้เพื่อชาวบ้านก็มาออกโทรทัศน์ร่วมกัน หรือแสดงความคิดเห็นตำหนิรัฐบาลก็สามารถทำได้ มาคุยกันและเสนอไป แต่กลุ่มนักศึกษาไม่ตอบสนอง นักศึกษามีความเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ อันนี้ต้องเคารพเขานะครับ เพราะเขามีจุดยืนที่อยากจะเอาตัวเขาเสียสละ เพื่อให้ถูกจับและเพื่อให้สังคมเข้าใจในสิ่งที่เขาทำ ขบวนการนักศึกษาแต่ไหนแต่ไรมา 20 กว่าปีก็เป็นแบบนี้”
อดุลย์ สรุปว่า “ดังนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งทางคณะกรรมการฯ ที่เข้าไปเป็นตัวแทน ผมก็ได้กราบเรียนอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ไปว่าผมไม่สามารถประสานงานได้อีกต่อไปแล้ว ผมจึงขอถอนตัวและขอให้เป็นเรื่องของทางเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไรก็เป็นสิทธิของเขา เพราะผมทำสุดความสามารถแล้ว ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ผมก็เห็นใจอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ นะครับ เพราะผมได้เรียนท่านแล้วว่าทำไมไม่บอกให้นักศึกษาให้เพลาๆ ลงและมาคุยกับเรา แต่ปรากฏว่าอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ ก็เล่าให้ฟังว่า อั๊วโทรไปแล้ว เขาก็ด่าอั๊วด้วย”
จากการดำเนินการของ คสช.ตรงนี้จะทำให้การเคลื่อนไหวจากนี้ไปรุนแรงมากขึ้นหรือไม่? อดุลย์ ประเมินว่า “ในมุมมองของผม ต้องบอกได้เลยว่าสถานการณ์คงไม่บานปลายไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากสังคมไทยมีความเข้าใจในความคิดที่ขัดแย้งมากขึ้น ประชาชนที่เขาไม่มีสีทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต้องการความสงบ แต่นักการเมืองทุกพรรค และสีโน้นสีนี้รวมกันไม่ถึง 10% ของประชาชนส่วนใหญ่เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าตัวเองได้ทำอะไรบ้างที่สร้างผลกระทบให้กับประเทศ”
“ตอนนี้มีการมองกันว่าถ้าจะเกิดม็อบขึ้นมาแล้วจะได้อะไรขึ้นมา แค่นี้ก็เบื่อหน่ายเต็มทนแล้ว นี่คือความจริงของสังคมในปัจจุบัน คนเขาเบื่อเต็มทนแล้ว หยุดได้ไหม ให้แก้ปัญหาบ้านเมืองไปก่อน สมมุติว่าไล่ คสช.ออกไปได้แล้วยังไงต่อครับ จะมีใครเข้ามาแก้ปัญหาตรงนี้ ใครจะอาสาเข้ามาบอกหน่อย เท่าที่รับทราบแต่ละคนบอกว่าในสถานการณ์อย่างนี้เข้าไปมีแต่ตายกับตาย ทำไมบุคคลเหล่านั้นไม่ให้ความร่วมมือและเงียบลง เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าได้”
แสดงว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่สามารถปลุกระดมคนให้ออกมาได้? อดุลย์ มองว่า “อาจมีบ้าง แต่ว่าจะให้ถึงขนาดออกมาเยอะๆ เพื่อล้มรัฐบาล ผมว่ายาก เพราะสิ่งหนึ่งที่อยากให้ คสช.คำนึงก็คือว่า รัฐบาลเผด็จการหรือรัฐบาลที่มาจากอำนาจพิเศษ หากรัฐบาลนั้นไม่มีคนออกมาคัดค้านต่อต้านเรียกร้องบ้าง แสดงว่าประชาธิปไตยประเทศนั้นตายสนิทแล้วครับ ดังนั้นการที่คนออกมาต่อต้านอะไรต่างๆ และทำได้เป็นบางครั้ง นั่นแหละคือประเทศที่ประชาธิปไตยยังอยู่และรอวันฟื้นคืนกลับมาเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องเท่านั้นเอง ถ้าเข้าใจตรงนี้แล้วก็ต้องปล่อยพื้นที่ให้คนมีทางระบายออกด้วย”
“ตอนนี้สงบกันทุกฝ่ายเพราะไม่มีอะไรไปปลุกเร้าเขา ดังนั้นอยู่ที่ตัวผู้นำอย่าง คสช.ก็ต้องใช้โอกาสนี้ทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้ความสงบนำไปสู่ความสามัคคีตามที่คุณตั้งใจไว้”
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าในมุมมองของอดุลย์จะตำหนิฝ่ายที่ออกมาต่อต้าน คสช.เพียงอย่างเดียว เพราะในทางกลับกันอดุลย์เห็นว่า คสช.สมควรต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วย
“คสช.ต้องตระหนักตัวเองให้ดีว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง คสช.ต้องรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่เอาทุกคนเข้าสู่คดี และไปบอกว่าถ้าไม่ถูกใจก็ไปคุยกันในคุก มาตรการบางอย่าง เช่น การเตือน เป็นเรื่องถูกต้องนะครับ แต่ไม่ใช่ต้องกระทำแบบนี้ 100% เพราะบ้านเมืองจะไปไม่รอดก่อน
“รัฐบาลต้องระวังและควรคำนึงถึงว่าอย่างน้อยต้องปล่อยให้ทุกคนมีรูหายใจระบายออกบ้าง การที่บางฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวนั้นเป็นเพียงสีสันเท่านั้นแต่ถามว่าจะปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นมาได้หรือไม่ ใครจะมีปัญญาครับ ในเมื่อรู้อยู่ว่ามันเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ปล่อยเขาละครับ”
อดุลย์ เสนอว่า “ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรองดอง แต่ คสช.ไม่ได้ ‘สื่อ’ ออกมาให้ชัดเจนเลย ตรงนี้คือคำถามที่ผมได้พูดสองสามครั้งแล้วว่า คสช.ท่านต้องสื่อนะครับว่าการปรองดองในบ้านเมืองคืออะไร ท่านจำคำพูดของท่านได้ไหมในวันที่ท่านเข้ามาใช้อำนาจพิเศษตรงนี้ในการบริหารประเทศ ท่านบอกว่าท่านเข้ามาเพื่อจะสร้างความรักความสามัคคีความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม
“นี่คือเป้าหมายที่ท่านวางเอาไว้เลย ไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูป ท่านประกาศจะทำสองเรื่อง คือ ยุติความรุนแรงที่มีต่อกัน ไม่ให้คนฆ่ากัน และการสร้างความรัก ความสามัคคี ความปรองดอง แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาท่านก็ยังไม่ได้สื่อออกมา ทั้งที่ท่านน่าจะทำได้อยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมาใช้มาตรา 44”
คำว่า “สื่อ” ในที่นี้ อดุลย์ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องประกาศให้ชัดว่าจะทำอย่างไรบ้างเพื่อให้นำไปสู่การปรองดอง ท่านต้องสื่อให้ชัดเจน คณะกรรมการปรองดองไม่มีอำนาจจะไปสื่อให้กับทุกกลุ่มนะครับ เราเป็นผู้ติดต่อประสานงานก็จริง แต่ว่าคนที่มีอำนาจคือ นายกรัฐมนตรี
“ถามว่าการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้อย่างไรเมื่อความปรองดองยังไม่เกิด ไม่มีทางเป็นไปได้เลย ต้องปรองดองและสามัคคีก่อน ไม่ต้องถึงขั้นรักกันหรอกครับ แต่อย่างน้อยก็ควรให้มีความเข้าใจต่อกัน และทุกคนก็ผ่อนคลาย แบบนี้ความปรองดองก็จะเกิดขึ้น”
แต่ถึงกระนั้น อดุลย์ เชื่อว่า แม้สถานการณ์ในเวลานี้จะมีความขัดแย้งอยู่บ้าง แต่การสร้างความปรองดองยังสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะเท่าที่ได้ประสานงานมากับทุกกลุ่มการเมือง พบว่าทุกคนรู้สถานการณ์ดีว่าตอนนี้มีความเป็นไปอย่างไร และพร้อมให้ความร่วมมือในระดับหนึ่ง ดังนั้นจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของ คสช.ที่ต้องดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม
“ท่านต้องใจใหญ่ ท่านนายกฯ หัวหน้า คสช.ไม่ใจใหญ่แล้วทุกคนก็ไม่รู้จะเดินไปทางไหน ท่านต้องใช้ความใจใหญ่ของท่านให้โน้มเข้าหากัน ถ้าท่านเป็นความหวังของทุกคนแล้วแต่ท่านไม่แสดงออกถึงการไปสู่ความปรองดอง ถามว่าส่วนที่เหลือจะสนับสนุนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้อย่างไร เนื่องจากไม่มีใครเห็นทางสว่างเลย”
คสช.อย่าหลงเสียงเชียร์ ทุจริตเมื่อไหร่จบทันที
เป็นที่ทราบกันดีว่าการเมืองกับทหารเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ทหาร คือ กลุ่มพลังทางการเมืองที่มีบทบาทสำคัญมาตลอดผ่านการรัฐประหารล้มรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย
ที่สำคัญทหารยังถูกมองจากประชาชนในหลายสถานะสลับกันไปแล้วแต่สถานการณ์และท่าทีของทหาร ณ เวลานั้น อย่างเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 2535 ทหารต้องตกอยู่ในสภาพไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่ามาในวันนี้ ‘อดุลย์’ ในฐานะประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา35 กำลังชี้ให้เห็นว่าทหารภายใต้การนำของคสช.ได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งต่างจากคณะรัฐประหารหรือผู้นำทหารในอดีตที่ผ่านมา
“ที่เปลี่ยนไปและได้รับการสนับสนุนมีสาเหตุมาจากการต่อสู้กันระหว่างสีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างองค์ความรู้แก่สาธารณะเป็นอย่างมาก ส่วนทหารเองก็ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาและเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ พฤษภา 35 ก็แล้วแต่ รวมทั้งความไม่สมบูรณ์ของเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549”
“ทหารอยู่กับทุกรัฐบาลและได้เรียนรู้ในฐานะคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองว่าทำไมถึงเกิดปัญหาต่างๆ ซึ่งเขาก็ได้สรุปบทเรียนตลอดเวลา พอมาครั้งนี้ก็ยอมรับว่าคสช.เป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมใช้คำนี้ โดยดูจากการแก้ปัญหาบางอย่างถือว่าทำได้ดีพอสมควร ซึ่งผมมองทหารแบบไม่มีอคตินะครับ”
กระนั้น อดุลย์ เตือนว่า แม้คสช.จะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนในการให้ทำงานเพื่อประเทศต่อไป แต่ก็เป็นสิ่งที่คสช.ไม่สามารถประมาทได้ คสช.จะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในเชิงรูปธรรมออกมา รวมทั้งห้ามให้เกิดการทุจริตอย่างเด็ดขาด เพราะหากเกิดปัญหาทุจรติเมื่อไหร่ เสียงของประชาชนที่เคยสนับสนุนอาจจะกลายเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้
“บทเรียนในอดีตมีการใช้อำนาจพิเศษผ่านการรัฐประหาร คุณก็ขึ้นเวทีแสดง แล้วก็ให้ประชาชนดู ประชาชนชอบใจปรบมือเชียร์ ประชาชนไม่ถูกใจก็โห่ไล่ จนในที่สุดบางครั้งถึงขนาดไล่ลงมีมาแล้ว อย่างปี 2549 ก็มีประชาชนไม่ถูกใจ”
“มาตอนนี้ประชาชนยังชอบใจอยู่ แม้จะมีบางส่วนที่อยู่ข้างๆโห่ไล่ แต่เสียงส่วนใหญ่ยังบอกว่าต้องให้เวลาและดูต่อ เขาจะแสดงอะไรต่อไป ซึ่งทหารมีการปรับตัวตลอดเวลาว่าอะไรที่ประชาชนต้องการ สำคัญที่สุด คือ ยังไม่ปรากฎร่องรอยของการทุจริตคอรัปชั่น แต่ถ้าปรากฎร่องรอยนี้เมื่อไหร่ตรงนี้จะเป็นจุดตายทันที ผมคิดว่าเขาระวังตัวเองอยู่พอสมควร เพราะทหารต้องแสดงให้ประชาชนเห็นและให้ประชาชนชอบ”อดุลย์ เสนอแนะอย่างเป็นมิตร
นายกฯต้องใจใหญ่ ตั้งครม.ดึงทุกสีช่วยชาติ
เป็นที่ทราบกันดีว่า “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” นอกจากจะเป็นประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 แล้ว ในปัจจุบันยังมีอีกสถานะหนึ่ง คือ “กรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของ สปช.” ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประธาน สปช.แต่งตั้งขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ศึกษาและนำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองเป็นการเฉพาะ
ล่าสุดคณะกรรมการชุดนี้ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองออกมาแล้ว โดยหนึ่งในนั้นมีเรื่องการนิรโทษกรรม แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และแบ่งประเภทกระทำผิด โดยการนิรโทษกรรมระดับแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสั่งการ ควรกระทำหลังจากที่นิรโทษกรรมในระดับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติไปแล้ว 1 ปี
ที่ผ่านมามักจะเกิดปัญหาแต่ละฝ่ายไม่ยอมรับแนวทางการสร้างความปรองดองที่ออกมา แล้วต่อไปจะมีแนวทางให้แต่ละฝ่ายยอมรับได้อย่างไร? อดุลย์ ตอบว่า “จะให้ทุกคนมานั่งพับเพียบเหมือนผ้าพับไว้ มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว การแสดงความคิดเห็นมันต้องมีแน่ แต่ก็ไม่มีผลอะไรมากนัก ดังนั้น ท่านนายกฯ ต้องใช้ความใจใหญ่ อะไรที่จะสามารถบรรเทาได้ก็ทำไปเถอะ ผมถึงบอกไงว่าท่านนายกฯต้องใจใหญ่”
อดุลย์ แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำ คือ การนิรโทษกรรมขั้นต้น ไม่ใช่กลางซอย ทำต้นซอยเลย เพราะยังมีบุคคลที่อยู่ในเรือนจำต่างๆ มากมาย ที่มีการบอกว่าออกมาหมดแล้วนั้นไม่ใช่นะครับ ยังมีอยู่ คนที่อยู่เป็นในส่วนข้อหาละเมิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ท่านต้องรีบดำเนินการเพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา
“นอกจากนี้ ฝ่าย คสช.ต้องเปิดรูหายใจให้บางฝ่ายได้วิพาษ์วิจารณ์บางเรื่อง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ ประเทศชาติเรามีโรคระบาดพันธุ์ใหม่ คือ โรคพันหลัก ติดหลัก วนอยู่กับหลักไม่ไปไหนเลย ทุกคนยึดถือหลักการอย่างเดียว ไม่เคยคิดนอกกรอบเลย อยู่ในหลักอย่างนี้บ้านเมืองถึงได้เป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ออกไปจากหลักบ้าง ทุกคนออกมาถึงก็บอกว่าหลักการคืออย่างนี้ เป็นโรคระบาดกันไปหมด มันจะไปปฏิรูปสำเร็จได้อย่างไร ถ้าการปรองดองไม่เกิด การปฏิรูปไม่มีทางทำได้ ออกมาก็ตีกันอีก”
ขณะเดียวกัน ทัศนะของอดุลย์ คิดว่ารัฐบาลควรปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อสลัดภาพการเป็นรัฐบาลทหารเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยน่าจะเชิญพรรคการเมืองเข้ามาร่วมทำงานด้วย
“สิ่งที่ผมอยากนำเสนอ คือ รัฐบาลนี้สมควรแก่เวลาในการปรับคณะรัฐมนตรีได้แล้ว เพราะว่าสมควรแก่เวลาที่จะสลัดคราบภาพของการเป็นรัฐบาลทหารออกไปได้แล้ว เพราะทหารไม่ได้มีประสบการณ์ในการบริหารด้านเศรษฐกิจ ไม่เหมือนกับการบริหารความมั่นคงที่ทหารมีความเชี่ยวชาญและทำได้ดีอยู่แล้ว แต่บัดนี้บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ”
“ท่านก็รู้ว่าในทุกพรรคที่มีปัญหาในขณะนี้ ก็มีคนเก่งมากมายที่สามารถขอให้มาช่วยชาติได้ ใครเก่งก็เชิญมาทำงานร่วมกัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ พลังงาน สังคม ต่างประเทศ อะไรก็ว่าไป คนเก่งในพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย มีเยอะแยะ จะไปเชิญแกนนำคนเสื้อเหลืองเสื้อแดงมาช่วยกันทำงานก็ได้ ไม่ใช่มาเป็นรัฐบาลแห่งชาตินะครับ แต่หมายถึงรัฐบาลของคนเก่งที่เชิญมาช่วยชาติ ย่อมมีคนที่อยากจะมาช่วยชาติอย่างแน่นอน เอามาสิครับ เอามาช่วยกัน นี่คือวิธีการปรองดอง”
“ในอนาคตจะมีการเลือกตั้งระบบเยอรมันใช่หรือไม่ครับ นี่คือการทดลองก่อนเลย ภาพปรองดองก็เกิดขึ้นใช่ไหมครับ ยอมรับว่าบางคนก็มีคดีติดตัวอยู่ก็จริง แต่ผมถามหน่อยสิครับว่า ในเมื่อผู้ที่ยังไม่ถูกพิพากษา ตามกฎหมายต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีในบางรัฐบาลที่ถูกฟ้องร้อง ก็ยังสามารถไปขึ้นศาลสู้คดีระหว่างทำหน้าที่ได้ แล้วแบบนี้จะต่างกันตรงไหนครับ”
เท่าที่ไปประสานงานกับหลายกลุ่ม พวกเขาอยากปรองดองขนาดไหน? อดุลย์ ระบุว่า ทุกคนเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ถ้าตอนนี้ไม่เข้าไปร่วมมือและไม่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ แย่นะครับ เวลานี้รากหญ้าได้รับผลกระทบรุนแรงอยู่ ถามว่าจะโทษรัฐบาลได้หรือไม่ ไม่ได้เลยเพราะว่าสถานการณ์โลกเวลานี้ สหรัฐแทบจะยังเอาตัวไม่รอดเลย ยุโรปก็พังอยู่ขณะนี้แล้ว
“ถามว่าแล้วมันจะเป็นความผิดของใคร ก็เพราะว่าพวกเรา 10 ปีที่ผ่านมาเล่นกันจนเลยเถิดแล้ว เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมาแก้ตัวนะครับ มาช่วยแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองมีส่วนทั้งนั้น ทุกคนติดยี่ห้อที่หน้าผากว่ารักชาติใช่หรือไม่ ในเมื่อบ้านเมืองประเทศไทยเป็นอย่างนี้แล้วรักชาติก็ออกมาสิครับ ออกมาร่วมกันทำงาน เมื่อบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว และประชาชนเห็นว่าควรเลือกตั้งกันสักที ก็เอาเลยสิครับ”
กรรมการปรองดอง ทิ้งท้ายว่า ถ้าความปรองดองเกิด ประเทศไทยก้าวหน้าแน่นอน ประชาชนจะได้ประโยชน์ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัด ประเทศไทยโชคดีที่ไม่เคยมีคนอดข้าวตาย แม้ว่าเราจะทะเลาะกันมาเป็นเวลา 10 ปี แต่ก็ยังยืนอยู่ได้ ถ้าเป็นประเทศอื่นป่านนี้คงหายไปจากแผนที่นานแล้ว นี่ถือว่าโชคดีของประเทศที่เราแข็งแกร่งมาก ถ้าความสามัคคีเกิดขึ้นเมื่อไหร่ประเทศไทยจะยืนอยู่หัวแถวแน่นอน
“ความแตกต่างกันทางอุดมการณ์มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าย้อนกลับไปก่อนปี 2549 ทุกคนก็เป็นเนื้อเดียวกัน บางครั้งการแลกเปลี่ยนทางความคิดเห็นจะมีลักษณะเอาเป็นเอาตายแต่สามารถหาข้อสรุปในการทำงานร่วมกันได้ว่าจะไปทางไหน”
“เชื่อเถอะครับว่า ถ้าท่านนายกฯตั้งหลักและนำให้ดี ท่านจะเป็นคนแข็งแกร่งมากเลย ที่ผ่านมาท่านได้รับแรงสนับสนุนอยู่แล้วจากการเข้ามาจัดระเบียบให้กับประเทศในเบื้องต้น อยู่ดีๆ คนไปสนับสนุนทหาร มันไม่ง่ายนะครับ” ข้อความจากนักสู้เดือนพฤษภา ฝากผู้นำ คสช.ในปัจจุบัน







