
มั่นใจน้ำกินน้ำใช้เพียงพอจนถึงมิ.ย.59
อธิบดีกรมชลประทานยืนยันน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลน ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพียงพอที่จะใช้จนถึงปี 2559
อธิบดีกรมชลประทานยืนยันน้ำกินน้ำใช้ไม่ขาดแคลน ชี้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพียงพอที่จะใช้จนถึงปี 2559
นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังจากตัวแทนจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ นำโดยนายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการด้านข้าวได้เดินทางมาศึกษาดูงานระบบชลประทานแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ว่ากรมชลประทานได้ชี้แจงการบริหารจัดการน้ำและแนวทาวแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ตัวแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติได้รับทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่งการจัดสรรน้ำให้แต่ละภาคส่วนนั้นจะให้ความสำคัญสำหรับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เป็นอันดับแรกรองลงมาจะเป็นน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และน้ำเพื่อสนับสนุนการทำนาปีหากมีน้ำเหลือถึงจะจัดสรรน้ำสนับสนุนการทำนาปรัง
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ มี 2 ลักษณะคือการบริหารจัดการน้ำในลักษณะอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยวซึ่งจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการจัดการน้ำชลประทานของแต่ละอ่างฯ ตัวแทนจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมทั้งเกษตรกรผู้ใช้น้ำ มาร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารจัดการกันเองจะรู้ปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างว่าจะจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนอย่างไรซึ่งในส่วนนี้จะไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหาบริหารจัดการน้ำค่อนข้างยากก็คือการบริหารจัดการน้ำเป็นระบบลุ่มน้ำซึ่งจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำต้นทุนที่มาจากหลายอ่างฯและมีพื้นที่ชลประทานจำนวนมาก เช่น ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลองเป็นต้น
โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาจะมีปัญหาค่อนข้างมากซึ่งมีแหล่งน้ำต้นทุนมาจาก 4 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนภูมิพลเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์โดยมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 22 จังหวัด ดังนั้นแผนการบริหารจัดการน้ำจึงต้องถูกกำหนดจากส่วนกลางโดยคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจาก 10 หน่วยงานคือ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมอุทกศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานครสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กรมโยธาธิการและผังเมืองซึ่งจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกพื้นที่ และทุกภาคส่วน
“แผนการบริการจัดการน้ำของลุ่มเจ้าพระยาในทุกๆ ปีจะมีถูกกำหนดจาก 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวแต่ปีนี้ลักษณะภูมิอากาศแปรปรวนค่อนข้างมาก ในช่วงปลายฤดูแล้งปรากฏการณ์เอลนินโญ่ ยังไม่ชัดเจน ทำให้คาดการณ์ว่าฝนคงจะตกไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมาประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนหลังสิ้นฤดูแล้งใน 4เขื่อนหลักมีมากกว่าปีที่ผ่านมาคือมีประมาณ 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตรในขณะที่ปี 2557 มีเพียง 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตรจึงได้กำหนดแผนให้ระบายน้ำออกวันละ 60 ล้านลูกบาศก์เมตรและให้เกษตรกรในที่ลุ่มเริ่มทำนาปีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2558เป็นต้นไป”นายเลิศวิโรจน์กล่าว
อย่างไรก็ตามเมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2558ปรากฏการณ์เอลนินโญ่กลับเด่นชัดขึ้นทำให้ทุกภูมิภาคฝนตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยค่อนข้างมากและคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานจนถึงปลายเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม 2558 จึงได้มีการปรับแผนการจัดสรรน้ำใหม่โดยลดปริมาณการระบายน้ำออกจากเขื่อนทั้ง 4 แห่ง จนเหลือวันละ 28ล้านลูกบาศก์เมตรในปัจจุบันเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในด้านอุปโภคบริโภคการรักษาระบบนิเวศน์ และช่วยเหลือนาปีที่ทำไปแล้วประมาณ 3.44 ล้านไร่ ส่วนนาปีที่ยังไม่ทำนั้นได้ขอให้ชะลอไปทำประมาณเดือนสิงหาคมซึ่งหลายสถาบันรวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ตรงกันว่าจะมีฝนตกอย่างแน่นอน
สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของทั้ง 4 เขื่อนในปัจจุบันนั้น ยังน้อยกว่าปริมาณน้ำที่ต้องระบายน้ำออกและน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ในช่วงเดียวกันที่จะต้องมีน้ำไหลเข้าประมาณวันละ25 ล้านลูกบาศก์เมตร
อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้ายว่า อย่างไรก็ตามสำหรับความต้องการใช้น้ำขั้นต่ำเมื่อสิ้นฤดูฝน กรณีไม่ปลูกข้าวนาปรัง หากระบายน้ำเฉลี่ยวันละประมาณ 28 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่รวมกับปริมาณน้ำฝนที่จะตกตั้งแต่ขณะนี้เป็นต้นไปซึ่งมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น คาดการณ์ว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดหลังสิ้นฤดูฝนจะมีน้ำที่ใช้การได้ในเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมกันไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพียงพอ สำหรับการอุปโภคบริโภคการรักษาระบบนิเวศน์ และการใช้น้ำช่วงต้นฤดูฝนเพื่อเตรียมการทำนาปีในปี2559 อย่างแน่นอน ดังนั้นประชาชนที่กังวลเรื่องน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจะขาดแคลนนั้น สบายใจได้ว่าไม่เกิดขึ้นในช่วงนี้







