
ใกล้ดีลนิวเคลียร์อิหร่าน จับตาน้ำมันปีหน้าดิ่งยาว
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นอกจากการกำหนดเส้นตายการยื่นข้อเสนอปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซต่อยูโรโซนในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้แล้ว อีกหนึ่งเส้นตายที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือ การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านที่มีกำหนดเวลาภายใน
วันที่ 10 ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของราคาน้ำมันโลกเลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้ ท่ามกลางวิกฤตหนี้กรีซที่กำลังร้อนระอุ การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านก็ดำเนินมาถึงขั้นตอนสำคัญเช่นกัน โดยฝ่ายอิหร่านกับคู่เจรจาจากสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน รวมกับเยอรมนีอีกหนึ่ง สามารถบรรลุการกำหนดกรอบการประชุมได้ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักของการหารืออยู่ที่ความพยายามในการจำกัดศักยภาพทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยฝ่ายมหาอำนาจทั้ง 6 จะผ่อนคลายการคว่ำบาตรการส่งออกให้เป็นการตอบแทน
กรณีดังกล่าวกลายเป็นที่จับตามองกันมากว่าจะเป็นการเปิดประตูสำหรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอีกครั้ง และจะกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะราคาน้ำมันตกต่ำเกิดขึ้นอยู่ขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถสรุปข้อตกลงกันได้แม้จะเลยกำหนดเส้นตายเดิมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. มาแล้วก็ตาม โดยการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันว่า ตัวแทนเจรจาฝ่ายอิหร่าน เพิ่มข้อต่อรองเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยกเลิกการคว่ำบาตรการส่งออกจรวดมิสไซล์ และการขายอาวุธให้แก่อิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านทูตระดับสูงของสหรัฐคัดค้านและต้องการให้มีการจำกัดศักยภาพทางอาวุธของอิหร่านต่อไป
การเจรจาอิหร่านจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตากันต่อไปว่าผลของการเจรจาจะออกมาเป็นเช่นไร แล้วจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมากน้อยเพียงใด โดยหากมองภาพคร่าวๆ ผลการเจรจาน่าจะออกมาได้ 2 รูปแบบ คือ ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ทันตามกำหนดเส้นตาย กับทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ตามกำหนดเส้นตายในวันที่ 9 ก.ค.
ในกรณีแรก ทั้งคู่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ฝ่ายมหาอำนาจจะสามารถควบคุมศักยภาพทางนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ในระดับหนึ่ง และฝ่ายอิหร่านได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร จะส่งผลให้อิหร่านสามารถกลับไปส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง
ต้องยอมรับว่า ปริมาณน้ำมันที่อิหร่านสามารถส่งออกได้นั้นไม่น้อยทีเดียว แต่เดิมอิหร่านมีดีกรีเป็นถึงผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อยู่แล้ว โดยมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองอยู่ที่ 1.58 แสนล้านบาร์เรล
อิหร่านจึงมีศักยภาพในการส่งออกปริมาณน้ำมันสู่ตลาดโลกได้ถึง 5 แสนบาร์เรล/วัน ซึ่งจะกลายเป็นการซ้ำเติมภาวะน้ำมันล้นตลาดโลกที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ โดย บิซิเนส อินไซเดอร์ คาดการณ์การปลดล็อกการส่งออกให้แก่อิหร่าน จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็น 90 ล้านบาร์เรล/วัน ในช่วงเวลา 1 ปีนับจากนี้
แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวจะไปซ้ำเติมราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในภาวะซบเซาอยู่แล้วในปัจจุบัน หลังจากการโหมขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ในสหรัฐ สมดุลราคาน้ำมันที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามที่กลุ่มประเทศตะวันออกกลางต้องการเสีย
ไม่เฉพาะกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันในตะวันออกกลางเท่านั้นที่เผชิญผลกระทบในแง่ลบจากราคาน้ำมันตกต่ำ แต่ยังรวมไปถึงประเทศผู้มีน้ำมันเป็นสินค้าส่งออกหลักนอกกลุ่มโอเปกด้วย โดยรัสเซียถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็น 70% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด จนส่งผลให้สกุลเงินรูเบิ้ลรูดลงอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงปลายปี 2014 ที่ผ่านมา
ในทางกลับกันผู้ผลิตเชลออยล์ในสหรัฐซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะราคาน้ำมันตกต่ำในปัจจุบัน ก็เผชิญกับผลกระทบดังกล่าวเช่นกันจนผู้ผลิตชะลอการลงทุนไปแล้ว
กรณีดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ราคาน้ำมันเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง และดูเหมือนว่า ซาอุดิอาระเบีย ผู้นำฝ่ายโอเปกจะกลับมาได้เปรียบในการควบคุมราคาน้ำมันโลก อย่างไรก็ตามหากอิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันอีกครั้งรูปเกมราคาน้ำมันก็จะเปลี่ยนรูปจากเดิมไปอีก
ทั้งนี้ แม้อิหร่านกับซาอุดิอาระเบียจะเป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกเหมือนกัน แต่ทั้งคู่กลับเป็นอริกันไม่เฉพาะแต่ในประเด็นการแข่งขันกันขยายอิทธิพลในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ความขัดแย้งยังหยั่งรากลึกจนถึงระดับศาสนาเลยทีเดียว ภาพในเกมตลาดน้ำมันจึงน่าจะออกมาในรูปแบบการขับเคี่ยวกันระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน มากกว่าการร่วมมือกันเพื่อครองตลาดน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ กระทรวงน้ำมันอิหร่านเคยประกาศว่าจะส่งออกน้ำมันให้ได้ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายใน 7 เดือน นับตั้งแต่การยกเลิกการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตามรายงานของซิตี้แบงก์ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า หลังจากการคว่ำบาตรอิหร่านจะเร่งกระบวนการผลิตน้ำมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสามารถทำได้ แต่ทางซิตี้แบงก์ไม่เชื่อว่าอิหร่านจะสามารถผลิตน้ำมันให้ได้ 1 ล้านบาร์เรล/วัน ภายใน 7 เดือน
แต่ซิตี้แบงก์เชื่อว่าอิหร่านมีศักยภาพเพียงพอในการเพิ่มการผลิตน้ำมันให้เป็น 6 แสนบาร์เรล/วัน ภายในระยะเวลาครึ่งปี ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อราคาน้ำมันในไตรมาสแรกปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สองยังมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว อิหร่านกับมหาอำนาจทั้ง 6 อาจไม่สามารถบรรลุการเจรจากันได้ภายในกำหนดเส้นตายนี้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ามีหลายประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้ เช่น กรณีของระดับการจำกัดเทคโนโลยีการพัฒนาศักยภาพแร่ยูเรเนียม นอกจากนี้ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นระยะเวลาในการดำเนินงานผ่อนคลายการคว่ำบาตร โดยฝ่ายอิหร่านต้องการให้การผ่อนคลายมีขึ้นทันที แต่ฝ่ายมหาอำนาจต้องการให้มีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งหมดทั้งมวลยังคงเป็นอุปสรรคที่จะกีดขวางไม่ให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การผ่อนคลายการคว่ำบาตรให้อิหร่านเพื่อแลกกับการจำกัดศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาที่เหลืออยู่คือวิธีการที่ดำเนินไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้นที่ทั้งคู่ยังตกลงกันไม่ได้
บิซิเนส อินไซเดอร์ วิเคราะห์ว่า หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ราคาน้ำมันในปีหน้าจะขึ้นไปอยู่ที่ราว 70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงได้ก็จะลดราคาน้ำมันลงไปอีกราว 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากที่คาดการณ์ไว้เดิม
ผลการเจรจานิวเคลียร์อิหร่านจึงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราบใดที่น้ำมันยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินพื้นฐานทางเศรษฐกิจทุกประเทศ อาจเรียกได้ว่าข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านในครั้งนี้เป็นหนึ่งในจุดพลิกโฉมหน้าของเศรษฐกิจในปีหน้าเลยทีเดียว







