
สามัคคี มีสติ ลดรายจ่าย ไทยจะอยู่รอด
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
หากจำกันได้ ผมเคยนำเสนอข้อห่วงใยในพื้นที่เดียวกันนี้ผ่านบทความในชื่อตอน “ใคร? ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้” โดยครั้งนั้นได้ชี้ให้เห็นใครกันบ้างที่อยู่ในวังวนอำนาจ และมีส่วนทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเดินมาถึงจุดนี้ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนกลุ่มเก่าๆ หน้าเดิมๆ โดยเฉพาะบรรดาบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดกติกาบ้านเมืองผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่หลายฉบับไม่ได้มุ่งเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่เป็นการสร้างกลไกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มตัวเองและพวกพ้อง
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ที่แม้ขณะนี้ยังมีการแก้ไขกันอยู่หลังจากที่เสนอร่างแรกออกมาแล้วมีข้อท้วงติงเป็นจำนวนมาก ซึ่งนาทีนี้ก็ยังไม่ทราบว่าหน้าตาของร่างสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็ขอย้ำคำลงท้ายในบทความ “ใคร? ทำให้ประเทศไทยเป็นแบบนี้” ที่ว่า “ฝากไปถึงผู้มีอำนาจว่า อย่าคิดว่าประเทศนี้เป็นของพวกคุณเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น เกรงใจพวกเราบ้าง” เพื่อเป็นแง่คิดให้กับทุกๆ ท่านที่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเสนอแนะติติงประเด็นปัญหาต่างๆ ผ่านหน้าสื่อมาโดยตลอด หลายครั้งก็ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว Utain Shartpinyo ในการแสดงความคิดเห็น และถกอภิปรายกับเพื่อนในสังคมออนไลน์ สามารถเข้าไปร่วมติดตาม-แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ได้ โดยขอยืนยันตรงนี้ว่า เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้าง เคารพความเห็นต่าง และรับฟังความเห็นของคนทุกกลุ่ม
และเมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้โพสต์ข้อความฝากไว้ว่า “วันนั้นเป็นเพราะประชาชน ต่างแตกแยก เลือกข้างเลือกสี ต่างหูเบา ไร้สติ ขาดการตรึกตรอง จึงได้มาซึ่งนักการเมืองอย่างที่ผ่านมา นักการเมืองที่ไม่รู้จัก คำว่า “แพ้ ชนะ และการรอคอย” ที่สำคัญยังได้เหล่าคน (ดี) มีการศึกษา (จริงๆ รึ) เข้ามาช่วยเร่งฟืนเติมไฟ จนประเทศเป็นเช่นทุกวันนี้ จะโทษใครล่ะ นอกจากต้องโทษตนเอง โทษพวกเราประชาชนชาวไทย”
ถือว่ามีเสียงตอบรับพอสมควร ทั้งหน้าไมค์-หลังไมค์ รวมทั้งเพื่อนพ้องที่ต่อสายตรงมาแชร์ความคิดความเห็นกัน ถ้าเป็นภาษาสังคมออนไลน์ต้องบอกว่า เป็นโพสต์ที่คนสนใจมากทีเดียว บ้างก็เห็นด้วย บ้างก็มองว่าผมตำหนิเพื่อนร่วมชาติเกินไป ขอเรียนว่าสิ่งที่ผมอยากจะสื่อสารคือ สังคมไทยมีความแตกแยกเลือกฝักเลือกฝ่าย มีการแบ่งสีแบ่งขั้วมากเกินไป ประชาชนใช้ความรู้สึกนึกคิดไปตามอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง มากกว่าที่จะใช้สติวิเคราะห์ด้วยเหตุผล ทำให้บ้านเมืองเราเดินมาสู่จุดนี้
เพราะถือเป็น “ช่องโหว่” สำคัญที่ฝ่ายการเมืองใช้ในการทำศึกแย่งชิงอำนาจที่ผ่านๆ มา โดยใช้ความนิยมชมชอบของเราๆ ท่านๆ ที่มีต่อตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองอันนี้ไม่ต้องอื่นไกล เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พอชนะเลือกตั้งก็มักอ้างคะแนนเสียงของพวกเราในเวลาที่อยากจะทำอะไรตามอำเภอใจ หรือหลายครั้งที่นักการเมือง “รอคอย” ไม่เป็น ก็ชักชวนประชาชนให้ออกมาประท้วงฝ่ายตรงข้าม เห็นได้จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองแต่ละครั้ง ขณะที่เราๆ ท่านๆ ก็ยอมตกเป็น “เครื่องมือ” โดยไม่ตรึกตรองผลที่ตามมาให้ดีเสียก่อน และเมื่อมีความขัดแย้งก็เป็น “ช่องโหว่” ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา สุดท้ายตกเป็นเหยื่อของ “คนดี” ไปด้วยกันทั้งหมด
ยุคที่นักการเมืองครองเมืองว่าแย่แล้ว ยุคของ “คนดี” ดูจะแย่เสียกว่า โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจทุกวันนี้ไปไถ่ถามพ่อค้า-แม่ค้า เรื่องสถานการณ์การทำมาหากิน เอาแค่ย่านธุรกิจใหญ่ สุขุมวิท สีลม ข้าวสาร ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหัว และพูดเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า ย่ำแย่ ยอดตกไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขาดทุนแน่นอนสำหรับธุรกิจบางประเภท ก็ได้แต่แนะนำไปว่า สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือรัดเข็มขัดประหยัดรายจ่าย มากกว่าที่จะคาดหวังหรือพยายามหารายได้เพิ่ม เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจซบเซา ทุกคนแย่กันหมด ทำให้กำลังซื้อหดหายไป
ไม่ใช่เฉพาะประชาชนคนเดินถนนเท่านั้น ผมเคยบอกหลายทีแล้วว่าหลักคิดเรื่อง “รัดเข็มขัดประหยัดรายจ่าย” สำคัญอย่างยิ่งกับประเทศไทยในช่วงนี้ แต่ดูเหมือนไม่มีใครรับฟัง ยังคงหลงทิศทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ขอยืนยันในความคิดที่ว่า “เราต้องลดต้นทุนครัวเรือน ต้องลดต้นทุนการผลิต” เราจึงจะรอดจากวิกฤตนี้ ในสถานการณ์โลกขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกฝืดเคือง และคนในรัฐบาลเองต้องไม่ทำให้คนไทยติดบ่วงเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำอย่างหนักมากยิ่งขึ้น เพราะบางช่วงสามารถฉวยโอกาสสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้ อย่างเมื่อตอนที่ราคาน้ำมันลดลงกว่าครึ่งเท่าตัว แต่เรากลับไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากสินค้าที่ยังคงราคาสูงเท่าเดิม
ซ้ำร้ายยังเลือกวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจผิดๆ อย่างการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ค่าเงินบาทลดลง โดยหวังว่าจะเป็นการกระตุ้นเรื่องการส่งออก และการท่องเที่ยว แต่ผ่านมาระยะหนึ่งแล้วก็ยังไม่เห็นผลสะท้อนในแง่บวกอย่างที่คิดเอาไว้ ฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลคงลืมนึกไป หรือนึกไม่ถึงว่าประเทศไทยมีการนำเข้าทั้งของภาครัฐและเอกชนมากกว่าการส่งออก เมื่อค่าเงินบาทถูกลง ต้นทุนในการนำเข้าก็สูงตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำมันหรือพลังงานที่ต้องนำเข้าแพงขึ้นกว่าที่ควร
ย้ำคำเดิมว่า ตอนนี้รัฐบาลต้องประหยัดค่าใช้จ่าย มากกว่าที่จะดิ้นรนพยายามหารายได้ เพราะทั้งโลกต่างประสบสภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนกันหมด ที่ตัวเลขการส่งออกลดลงนั้นก็ไม่ใช่มีปัญหาในเรื่องของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ แต่เป็นกำลังซื้อของผู้ซื้อเองที่ลดลง ตรงนี้ต่างหากที่ฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องมองให้ออก ไม่ใช่ดื้อดึงที่จะหารายได้จากการส่งออกที่มีต้นทุนสูง ทั้งจากค่าแรงและวัสดุ โดยไม่ได้คำนึงถึงอุปสงค์-อุปทานที่แท้จริง
ส่วนในแง่ประหยัดรายจ่ายก็ต้องพิจารณาจัดซื้อหรือลงทุนที่จำเป็นต่อภาพรวม มากกว่าที่จะเห็นเป็นช่วงนาทีทองอนุมัติเรื่องที่ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มตัวเอง หรือยังไม่มีความจำเป็นต่อประเทศชาติ ขอให้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซในตอนนี้ ซึ่งอาจจะมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือการใช้เงินเกินตัว และนโยบายประชานิยม จนเป็นหนี้บานตะไท ฉุดเอาทั้งภูมิภาคมีปัญหาไปด้วย
จึงอยากเตือนคนไทยว่าต้องใช้สติในการดำรงชีวิต เรื่องการค้า-การลงทุนต้องปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ภายนอก เรื่องการเมืองอย่ายึดเพียงอารมณ์ความรู้สึกมากเกินไป เพราะสุดท้ายสิ่งที่ได้รับอาจเป็นสิ่งที่เราไม่ได้เลือก ซึ่งอาจจะแย่กว่าที่เคยเป็นอยู่ และขอฝากไปถึงผู้มีอำนาจด้วยความหวังดีอีกครั้งว่า หากยังใช้แต่คนหน้าเดิม ยังเลือกที่จะฟังแต่คนเดิมๆ รัฐบาลก็ไม่มีทางหลุดจากกรอบความคิด หรือหาทางมาแก้ไขปัญหาที่เป็นอยู่ได้ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่วันนี้กลายเป็นฝันร้ายของคนไทยอย่างแท้จริงไปแล้ว







