posttoday
การเมืองเรื่องน้ำ

การเมืองเรื่องน้ำ

09 กรกฎาคม 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

มีท่านผู้อ่านขอมาให้ผมเขียนเรื่องภัยแล้ง มูลเหตุมาจากความสะเทือนใจเมื่อได้ไปเห็นเกษตรกรในบางพื้นที่ประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก พืชผลในไร่นาเสียหายเพราะขาดน้ำ ไม่มีรายได้พอที่จะนำมาใช้หนี้ หรือแม้แต่จะจับจ่ายใช้สอยซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่างๆ

มีคำกล่าวที่สมัยก่อนได้ยินบ่อย แต่สมัยนี้ไม่ใคร่ได้ยิน นั่นก็คือ ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรโดยตรง นอกจากเรื่องราคาพืชผลเกษตรแล้ว ก็เป็นเรื่องน้ำ มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปยิ่งแย่

ทุกคนคงจำมหาอุทกภัยเมื่อ 4 ปีก่อนได้ ความผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลในช่วงต้นฤดู คือ ไม่ยอมระบายน้ำออก เมื่อระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำสูงเกินค่าเฉลี่ย แต่ตัดสินใจกักเก็บไว้เพื่อใช้ในการเพาะปลูก เมื่อเจอกับปริมาณฝนที่มากผิดปกติในช่วงปลายฤดู จึงเกิดเป็นน้ำท่วมใหญ่ อุทกภัยครั้งนั้นถือเป็นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของไทย โดยธนาคารโลกยกให้เป็นอันดับ 4 ของโลก และประมาณความเสียหายรวมไว้ที่ 1.44 ล้านล้านบาท สูงกว่าความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเดียวกันประมาณเท่าตัว โชคดีที่ถือเป็นความบกพร่องโดยสุจริต นักการเมืองที่เกี่ยวข้องจึงไม่ถูกดำเนินคดี

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น นักการเมืองก็รู้สึกหวาดกลัวปัญหาน้ำท่วม แต่แทนที่จะเข็ดหลาบ เลิกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ข้าราชการประจำเขาสะสมประสบการณ์มาหลายสิบปี กลับไปสั่งให้เขาระบายน้ำออกมากเกินไป ทำให้ 2 ปีต่อมาเริ่มเกิดปัญหาภัยแล้ง ซึ่งต่อเนื่องทับถมมาจนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ ปริมาณน้ำฝนสะสมเมื่อปีที่แล้วต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และครึ่งแรกของปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้วเสียอีก ทำให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและในแม่น้ำลำคลองส่วนใหญ่ต่ำกว่าปกติมาก บางพื้นที่ถึงกับแห้งขอด จนชาวบ้านนอกจากจะเพาะปลูกไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินซื้อน้ำกินน้ำใช้ด้วย

ความจริงรัฐบาลนี้ทราบความเสี่ยงที่จะเกิดภัยแล้งมานานแล้ว โดยกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเตรียมรับมือตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนได้

ผมขอพูดถึงภัยแล้งในเชิงวิเคราะห์ ดังนี้

หนึ่ง ผลกระทบที่มีต่อจีดีพีจริงๆ มีไม่มาก น้อยกว่าผลกระทบที่เกิดจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ และน้อยกว่าความเสียหายจากมหาอุทกภัยเมื่อ 4 ปีก่อนอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่มีผลกระทบด้านจิตใจ เพราะความเดือดร้อนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่แล้งจัด ต่างจากปัญหาราคาพืชผลที่ความเดือดร้อนกระจายไปอย่างทั่วถึง หรือความเสียหายจากน้ำท่วมที่คนเมืองก็รับไปเต็มๆ ด้วย

ในการบรรเทาทุกข์ นอกจากการปรับโครงสร้างหนี้และพักชำระหนี้แล้ว หากจะให้ความช่วยเหลือเป็นตัวเงินกับพื้นที่ที่เป็นเขตภัยพิบัติ ก็ไม่น่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก จากตัวเลขล่าสุดเข้าใจว่ามีเพียง 13 จังหวัด 93 อำเภอเท่านั้น

สอง ดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องที่คาดเดาล่วงหน้าเป็นเวลานานๆ ได้ยาก แม่นแค่ไหนก็ไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าฝนจะชุกหรือแล้ง แต่ที่ชัดเจนคือ น้ำท่วมน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าฝนแล้ง ด้วยเหตุนี้นโยบายในการกักเก็บน้ำจึงควรโน้มเอียงไปในทางลดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้มีโอกาสเกิดภัยแล้งมากขึ้น จึงควรกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์และเยียวยาไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน

สาม ควรมีการประสานงานและทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากหลายๆ กระทรวง เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาในหลายๆ มิติ ตัวอย่างเช่น กระทรวงแรงงาน หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องภัยแล้ง แต่ที่จริงหน่วยงานนี้น่าจะมีบทบาทสูงในการหาอาชีพเสริมให้กับเกษตรกรที่เพาะปลูกไม่ได้หรือไร่นาเสียหาย

อย่าลืมว่าในกรุงเทพฯ และตามหัวเมืองส่วนใหญ่มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน หากกระทรวงแรงงานสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในการฝึกฝนทักษะในการทำงานให้กับชาวชนบทและจัดหางานในเมืองไว้ให้เป็นการล่วงหน้า ความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งก็น่าจะลดน้อยถอยลงเป็นอันมาก

สี่ หลังจากมีนโยบายที่ชัดเจนแล้ว ควรมีมาตรการห้ามไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูกการทำงานของข้าราชการประจำ เพราะนอกจากจะมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์น้อยกว่าแล้ว บางครั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหาเลือกที่รักมักที่ชัง เช่น เพื่อไม่ให้พื้นที่ที่เป็นฐานเสียงของตนประสบปัญหา ไม่ว่าจะจากน้ำท่วมหรือภัยแล้ง

ข้อสุดท้าย สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว ผมอยากให้ข้อสังเกตว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมาเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นการเดินผิดทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายประกันราคาพืชผลเกษตรและนโยบายให้เข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำ

ความจริงที่ทุกคนทราบ คือ รายได้เฉลี่ยของประชากรในภาคการเกษตรต่ำกว่าในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมหรือบริการ ในขณะเดียวกันพื้นที่เพาะปลูกของเราในขณะนี้ก็ต้องถือว่ามีจำกัด ไม่สามารถขยายได้อีกโดยไม่ทำลายป่าที่เหลืออยู่น้อยเต็มที ด้วยเหตุนี้การจะยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรหรือชาวชนบทจึงต้องมาจากการลดจำนวนคนที่อยู่ในภาคการเกษตรลง โดยใช้วิทยาการและเครื่องมือทุ่นแรงมากขึ้น เพื่อที่ผลผลิตและรายได้ต่อหัวจะได้สูงขึ้น

ชาวชนบทส่วนที่เหลือจะต้องเปลี่ยนอาชีพ และอาจต้องอพยพเข้าไปอยู่ในเขตเมือง ที่ซึ่งจะหางานทำได้ง่ายกว่า

แต่นโยบายต่างๆ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม กลับเป็นการพยายามดึงคนให้อยู่ในพื้นที่ บางโครงการ เช่น โครงการที่ประกันราคาไว้สูงลิ่วอย่างโครงการรับจำนำข้าว ส่งเสริมให้เกิดการไหลกลับของแรงงานจากเมืองสู่ชนบท เพื่อไปรับประโยชน์จากราคาประกันที่สูงกว่าราคาตลาดมาก

นโยบายประเภทนี้นอกจากจะไม่ทำให้ภาคการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ภาคเศรษฐกิจอื่นเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานยิ่งขึ้นด้วย เกิดเป็นผลกระทบในทางลบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง