
รัฐบาล ปราการด่านสุดท้าย
ผู้สังเกตการณ์ด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศว่า นับแต่นี้ไป สถานการณ์ในประเทศมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ผู้สังเกตการณ์ด้านความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศว่า นับแต่นี้ไป สถานการณ์ในประเทศมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น โดยกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจจะระดมพลังทุกอย่างทั้งบนดินและใต้ดิน ในประเทศและนอกประเทศบ่อนทำลายรัฐบาล คสช. สร้างเงื่อนไขปลุกระดมประชาชนให้ออกมาต่อต้านรัฐบาล เพราะทักษิณจะไม่ยอมให้ยิ่งลักษณ์น้องสาวติดคุกจากคดีจำนำข้าวและคดีอื่นที่จะตามมา หากปล่อยให้รัฐบาล คสช.บริหารประเทศอีกต่อไป ตัวเองจะมีแต่ความเพลี่ยงพล้ำ
ในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แกนนำพรรคเพื่อไทยบางคนออกมาเคลื่อนไหวผิดปกติ รวมทั้งคุณยิ่งลักษณ์ที่มีกิจกรรมมากขึ้นแบบผิดปกติ แกนนำบางรายถึงกับทำนายว่าจะมีประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า คนที่เคยเก็บตัวเงียบก็เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ เจ้าพ่อปฏิบัติการลับถูกดึงกลับมาใช้งานอีกครั้ง “พวกซ้ายอำมหิต” เริ่มเคลื่อนไหว สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ของกลุ่มทุนที่โยงใยกับกลุ่มอำนาจเก่าได้ออกมาวิจารณ์รัฐบาล คสช.อย่างผิดปกติ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ ที่โจมตีรัฐบาล ชี้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยให้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อใช้เป็นตัวจุดกระแสโดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้เกิดเหตุการณ์แบบ 14 ตุลา 16 สร้าง “ชุดความคิด” ว่าด้วย “ประชาธิปไตยและเสรีภาพ” สู้กับชุดความคิดของประชาชน เรื่อง “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” และ “การเคารพกฎหมาย”
ผู้สูญเสียอำนาจบางรายคุยว่า “กระแสถูกจุดติดแล้ว” เพราะนอกจากมีอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งออกมาสนับสนุน องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างชาติทั้งอเมริกา ยุโรป และองค์กรระหว่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุมโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข และให้ขึ้นศาลพลเรือนทุกอย่างทำงานประสานกันอย่างมีการวางแผนไว้ก่อนโดยมืออาชีพ ไม่ให้มีการประกันตัว แม้ศาลทหารปล่อยตัวแต่พวกนี้ไม่ยอมหยุดนักวางแผนของกลุ่มที่สูญเสียอำนาจตระหนักดีว่า รัฐบาล คสช.มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นกำแพงหนุนหลังอยู่ เพราะพอใจกับผลงานที่รัฐบาลทำมาในการจัดระเบียบประเทศด้านต่างๆ ที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งทำไม่ได้ หรือไม่กล้าทำ ประชาชนต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยเพื่อการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง จึงใช้นักศึกษาเป็นตัวบุกเบิกและใช้ต่างประเทศหนุน เวลานี้จึงเกิดการต่อสู้กันระหว่างสองชุดความคิด “เคารพกฎหมาย vs ละเมิดกฎหมาย” และ “เสรีภาพ vs ความสงบเรียบร้อย”
เป็นที่รู้กันดีว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่จะล้มรัฐบาล คสช.มีต่างประเทศหนุนหลังโดยเฉพาะอเมริกาซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ สถานทูตอเมริกามีความเคลื่อนไหวผิดปกติบางคนบอกว่าให้จับตาดู “ยูเสด” เพราะมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ กลุ่มเอ็นจีโอ ด้านสิทธิมนุษยชนของต่างชาติและมีคนไทยเป็นตัวแทนก็เคลื่อนไหวผิดปกติ เงินจากกองทุนอเมริกาที่เคยสนับสนุนสื่อล้มเจ้าและองค์กรสิทธิมนุษยชนเริ่มทำงาน ทูตตัวจริงซึ่งขณะนี้อยู่ที่สหรัฐส่งเสียงมาก่อนแล้วว่า ภารกิจแรกและเร่งด่วนที่สุดของเขาคือจะทำให้ไทยมีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด อเมริกาเวลานี้ไม่ปิดบังตัวเองเลยว่าสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าเต็มที่ ในขณะที่รัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากจีนเต็มที่เช่นกัน ผู้ได้รับเชิญไปร่วมงานฉลองวันชาติอเมริกาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย กลุ่มเสื้อแดง ซึ่งสถานทูตประกาศว่าเป็นมิตรของอเมริกา ในขณะที่งานฉลองวันครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งสถานทูตจีนจัดขึ้นตัดหน้าในวันที่ 1 ก.ค. เต็มไปด้วยบุคคลในฝ่ายรัฐบาล
หากมองผิวเผินดูเหมือนว่า กลุ่มผู้สูญเสียอำนาจต้องการล้มรัฐบาล คสช.เท่านั้น แต่นักวิเคราะห์ชั้นเซียนเหยียบเมฆมองลึกไปกว่านั้น เพราะเป้าหมายของพวกเขาสูงกว่ารัฐบาล คสช. เนื่องจากรัฐบาล คสช.และกองทัพเป็น “ปราการด่านสุดท้าย”ในการปกป้องสถาบันสูงสุด หากสามารถตีปราการด่านสุดท้ายสำเร็จ สถาบันสูงสุดก็ไม่มีอะไรคอยป้องกัน เขาเลือกที่จะรุกใหญ่ในช่วงที่สถานการณ์ต่างๆ เกิดสภาพของ “ความไม่แน่นอน” ใครที่เป็นเสาหลักในการปกป้องสถาบันสูงสุดจะถูกบ่อนทำลายในทุกโอกาสที่เปิดให้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวผ่านทางสื่อออนไลน์ว่าประธานองคมนตรีเสียชีวิตในขณะที่มีการปล่อยข่าวทำลายหัวหน้า คสช.ว่าโอนเงินหมื่นล้านบาทไปสิงคโปร์
เป็นที่น่าสังเกตว่าในระยะนี้ กลุ่มล้มเจ้าทั้งในและนอกประเทศเคลื่อนไหวผิดปกติ มีการปล่อยข่าว ปล่อยคลิป บ่อนทำลายสถาบันสูงสุดผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นและอย่างต่อเนื่อง สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศเป็นอีกแหล่งหนึ่งในการปล่อยข่าวทางลบ
ฝ่ายสูญเสียอำนาจเคลื่อนไหวมากขึ้นมีการเชิญทูตต่างประเทศในไทยไปเลี้ยงเป็นการเฉพาะอย่างต่อเนื่อง จนทูตต่างประเทศในไทยหลายคนหลงเชื่อข่าวที่บิดเบือนและรายงานกลับไปยังรัฐบาลประเทศตน ในขณะที่นักการเมืองที่สูญเสียอำนาจเคลื่อนไหวอย่างหนักกับต่างประเทศ หลายคนสงสัยว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ใช้ความพยายามและความเป็น “มืออาชีพ” เพียงพอหรือยังในการชี้แจงให้ทูตต่างประเทศได้เข้าใจ แม้บางคนอ้างว่าทำอะไรไม่ได้มากนอกจาก “ปัดป้อง” เท่านั้น ส่วนรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าอ่อนหัดมากในการสื่อสู้กับฝ่ายตรงข้าม
นี่คือ “เดิมพันที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้” ระหว่างรัฐบาล คสช.กับกลุ่มสูญเสียอำนาจ ในขณะที่กลุ่มสูญเสียอำนาจมีอเมริกาและองค์กรสิทธิมนุษยชนที่อยู่ใต้การชี้นำของอเมริกาเป็นแบ็ก รัฐบาล คสช. มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นแบ็กที่ต้องการเห็นประเทศชาติสงบเรียบร้อย ขอเวลาให้รัฐบาลวางฐานรากประเทศให้แข็งแกร่ง ดูซิว่า อเมริกาและกลุ่มสูญเสียอำนาจจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่อย่างไร







