
บริษัทยักษ์ไทยตะลุยช็อปต่างประเทศ
บ้านปูเทกออสซีTUFรอข่าวดี เอสซีจีซื้อโรงกระดาษฟิลิปปินส์
โพสต์ทูเดย์
— บริษัทชั้นนำไทยลงทุนต่างประเทศไม่หยุด บ้านปูทุ่ม 5 หมื่นล้านซื้อบริษัทเหมืองออสเตรเลีย TUF รอฮุบธุรกิจอาหารกระป๋องฝรั่งเศส ปูนซิเมนต์ไทยซื้อโรงงานกระดาษฟิลิปปินส์ท่ามกลางวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปรวมถึงความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปเสี่ยงที่จะถดถอยซ้ำสอง จึงเป็นโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ของไทยไปลงทุนซื้อหรือร่วมทุนกิจการในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม ปตท. ได้ประกาศนโยบายชัดเจนถึงการสร้างรายได้จากต่างประเทศในอนาคต บริษัท ปตท. (PTT) จึงซื้อบริษัทเหมืองในออสเตรเลีย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ออกไปร่วมทุนในหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย
ล่าสุด นางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู เปิดเผยว่า จะใช้บริษัทย่อยซื้อหุ้นของบริษัท Centennial Coal หรือเซนเทนเนียล ส่วนที่เหลือประมาณ 80% จากผู้ถือหุ้นทั่วไป คาดใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทย่อยถือหุ้นอยู่แล้ว 19.9%
สำหรับบริษัท เซนเทนเนียล เป็นเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ของออสเตรเลีย และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ติด 1 ใน 3 ของโลก
ด้านบริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งกำลังรอผลประมูลซื้อธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องสัญชาติฝรั่งเศส MW Brands (MWB) คาดว่าจะได้รับข้อสรุปในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ตาม นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร TUF กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ขอออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการโรงงานผู้ผลิตกระดาษกล่องที่ประเทศฟิลิปปินส์หลายราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว โดยจะมีเงินลงทุนซื้อต่อโรงงานไม่ต่ำกว่า 300800 ล้านบาท และดูโรงงานผลิตกระดาษในประเทศอื่นในอาเซียน และโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างด้วย
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าเรื่องการลงทุนด้านปิโตรเคมีที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องผู้ร่วมทุนในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะมีบริษัท กาตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เข้ามาถือหุ้น และในอีก 4 เดือนข้างหน้าจะสรุปเรื่องงบการก่อสร้างใหม่ จากเดิมที่ใช้งบ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับโครงการในมาบตาพุด ทางบริษัทไม่แน่ใจว่าไตรมาส 4 จะผลิตได้หรือยัง แต่หากโครงการเดินหน้าได้ บริษัทจะสามารถขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีไปตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศสูงเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมดภายในปี 2555 จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากในประเทศคิดเป็น 67%







