
ทุกข์ซ้ำชาวนา เจาะบาดาลแพง-สูบไม่ขึ้น
แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกถึงขั้นตกหนัก อาจหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมไปได้อีกระยะ
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
แม้หลายพื้นที่จะมีฝนตกถึงขั้นตกหนัก อาจหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมไปได้อีกระยะ แต่สถานการณ์ภัยแล้งโดยรวมยังไม่คลี่คลาย ล่าสุด ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา 9 จังหวัด ประกอบด้วย จ.พระนครศรีอยุธยาพิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สุพรรณบุรี และสระบุรี ประชุมร่วมกันที่สำนักงานชลประทานที่ 12 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ในการจัดสรรน้ำช่วงฝนทิ้งช่วงในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งร่วมกับสำนักงานชลประทานในพื้นที่
ทั้งนี้ แต่ละจังหวัดได้นำข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่มีการปลูกข้าวไปแล้ว มาคำนวณหาปริมาณน้ำที่จะต้องใช้ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนการจัดสรรน้ำร่วมกับสำนักงานชลประทาน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำ ทั้งน้ำในระบบนิเวศ น้ำประปาที่ใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภค รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตร หากไม่เพียงพอก็มีการหาแนวทางแก้ไขโดยหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เช่น การขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ซึ่งในระยะยาวที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะในภาพรวมใหญ่ คือจากการแบ่งพื้นที่ชลประทานเป็นตอนบนและตอนล่าง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลแล้วพื้นที่ตอนล่างมีการเกษตรมากกว่า แต่มีปริมาณการจัดสรรน้ำมาน้อย ดังนั้นในช่วงภาวะวิกฤตภัยแล้งจึงต้องจัดสรรน้ำตามพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่จริงตามความเหมาะสม โดยไม่ให้หลักลุ่มน้ำตอนบนและล่างมาสร้างหลักเกณฑ์การจัดสรรน้ำ
อย่างไรก็ตาม ชาวนาในพื้นที่ภาคกลางแม้จะเข้าใจสถานการณ์ แต่ก็ยังกังวลต่อภาวะค่าครองชีพ หากนาปีได้ผลผลิตต่ำ เนื่องจากภัยแล้ง และยังต้องงดทำนาปรัง
บรรยง รุ่งจำรัส ชาวนา อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า เช่าที่ดิน 30 ไร่ทำนา แต่ปีก่อนผลผลิตไม่ดี มีโรคพืช และหนูนาระบาดทำลายต้นข้าว ได้ผลผลิตเพียง 4 ตันเท่านั้น
“พอเข้าเดือน มี.ค. ตัดสินใจทำนาโดยได้น้ำทิ้งจากนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ติดกัน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามาโดยตลอด จนถึงวันนี้เก็บเกี่ยวได้ผลผลิต 700 กิโลกรัม/ไร่ แต่ได้ข้าวเมล็ดไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก คาดว่าขายได้ตันละ 5,000 บาทเท่านั้น ถือว่าเกือบขาดทุน และตลอดทั้งปีนี้คงไม่ทำนาปรังอีกแล้ว เพราะแล้งไม่มีน้ำ พอปลายปีอาจมีน้ำหลากเสี่ยงจะขาดทุนอีก แต่ที่นาที่เช่าไว้ ก็ต้องจ่ายค่าเช่าตามปกติ และเงินกู้ ธ.ส.ก. และเงินกู้นอกระบบก็ต้องจ่ายเช่นกัน ยังไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร”
ด้าน ประเทือง แสนดี ชาวนาบ้านโนนป่าแดง ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร ก็บอกว่า ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนักไม่สามารถทำนาได้มานานกว่า 8 เดือนแล้ว วันนี้จึงยอมลงทุนเจาะบ่อน้ำบาดาล โดยต้องเจาะลึก 40 เมตร หรือ 20 วา ผู้รับจ้างคิดค่าเจาะวาละ 500 บาท และต้องใส่ท่อพลาสติกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ลงไปใต้ดินพร้อมกับต้องต่อไฟฟ้าเพื่อมาใช้กับเครื่องสูบน้ำ ซึ่งจะต้องลงทุนรวมแล้วเกือบ 1 แสนบาท
ขันต์ทอง อินทร์เลี้ยง ผู้รับจ้างเจาะบ่อน้ำบาดาลซึ่งทำอาชีพนี้มากว่า 30 ปี บอกว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 เป็นต้นมา มีงานเจาะบ่อน้ำบาดาลเยอะมาก ราคาเจาะบ่อน้ำบาดาลเริ่มต้นที่วาละ 500-800 บาท ส่วนค่าอุปกรณ์ผู้ว่าจ้างต้องจัดหามาเอง ในรอบเดือนที่ผ่านมามีงานเจาะบ่อน้ำบาดาลเกือบแทบทุกวัน
ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งประสบภัยแล้งอย่างหนักเช่นกัน แม้หลายพื้นที่จะมีการขุดเจาะบ่อบาดาลอยู่ก่อนแล้ว แต่ปรากฏว่าปีนี้บ่อบาดาลกลับไม่มีน้ำ จึงต้องลงทุนเจาะบ่อใหม่เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงนาข้าว
สมศักดิ์ พรมมา ชาวนา ต.ขะยูง อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ บอกว่า ลงทุนเจาะบ่อบาดาลเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในราคาหมื่นกว่าบาทและได้ใช้น้ำจากบ่อบาดาลสูบขึ้นมาอุปโภค และใช้สูบน้ำเข้านาข้าวของตนทุกปี แต่มาปีนี้น้ำบาดาลบ่อที่เคยใช้กลับแห้งเหือดสูบน้ำไม่ขึ้น ต้องจ้างผู้รับเหมาขุดเจาะบ่อบาดาลมาทำการเจาะในที่แห่งใหม่ และต้องเจาะลงไปลึกกว่าเดิมจากที่เคยเจาะ 20 เมตร ต้องเจาะลึกลงไปเป็น 70 เมตร ถึงจะพบตาน้ำ ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 2 หมื่นบาท
“ที่ต้องขุดเจาะบ่อบาดาลใหม่ เพราะต้องสูบน้ำขึ้นมาปล่อยลงนาข้าว ที่ยืนต้นขาดน้ำมาร่วมเดือนแล้ว ปีนี้แล้งจัดฝนขาดช่วงเป็นเวลานาน พอฝนมาก็ตกลงมาน้อยจนไม่มีน้ำขังในนา ต้องใช้น้ำบาดาลเลี้ยงต้นข้าวประมาณ 2 ไร่เศษ และต้องสูบเข้านาเกือบทุกวัน ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำนาเพิ่มขึ้น”
นาปียังไม่ผ่านพ้นภัยแล้ง นาปรังยิ่งไร้ความหวัง หากการทำนาคือรายได้เพียงอย่างเดียวของชาวนาไทย ในช่วง 1 ปีข้างหน้าที่ภัยแล้งจะยังส่งผลกระทบเช่นนี้ จะมีทางรอดใดให้กับชาวนา







