
ประกันสังคมขยายลงทุน รับสังคมผู้สูงอายุ
โจทย์ท้าทายของการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ไม่เพียงที่จะต้องประคับประคองให้มีเงินจ่ายสิทธิประโยชน์ 7 กรณีอย่างคุ้มค่า
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โจทย์ท้าทายของการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม ไม่เพียงที่จะต้องประคับประคองให้มีเงินจ่ายสิทธิประโยชน์ 7 กรณีอย่างคุ้มค่า แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงเงินกองทุนติดลบในปี 2587 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า ที่กองทุนประกันสังคมกำลังเผชิญกับปัญหารายรับไม่พอรายจ่ายที่จะจ่ายเงินบำนาญให้กับผู้ประกันตนที่ก้าวสู่วัยชรา
ทั้งนี้ แหล่งเงินของกองทุนประกันสังคมจะมาจากเงินสมทบจากลูกจ้าง 5% นายจ้าง 5% และรัฐบาลช่วยสมทบอีก 2.75% รวมเป็นเงินสมทบ 12.75% โดยแต่ละปีจะมีเงินสมทบประมาณ 1.4 แสนล้านบาท/ปี ซึ่งเงินในจำนวนนี้จะต้องจ่ายประโยชน์ทดแทนให้ลูกจ้างครอบคลุม 7 กรณี ได้แก่ ประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตรและชราภาพ และว่างงาน ปีละ 5 หมื่นล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะนำไปลงทุนหาผลตอบแทน เพื่อเตรียมจ่ายบำนาญให้กับผู้ประกันตนกรณีชราภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่กองทุนประกันสังคมกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือ ในปี 2558 กองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนกว่า 4.22 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าทุกๆ ปีที่จะมีเงินเหลือเพื่อลงทุนประมาณ 9 หมื่นล้าน-1.2 แสนล้านบาท โดยปีนี้จะมีเงินที่ครบกำหนดลงทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท จะต้องมาหาแหล่งลงทุนใหม่ ทำให้กองทุนประกันสังคมมีสภาพคล่องมาก ต้องเร่งระบายหาแหล่งเงินทุน
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจึงคาดว่า ในปีนี้จะมีแหล่งการลงทุนระยะยาวสามารถรองรับเพียง 1.56 แสนล้านบาท ดังนั้นจึงมีเงินสภาพคล่องส่วนเกินกว่า 2 แสนล้านบาท ยังขาดแคลนแหล่งที่จะลงทุน ซึ่งการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นกองทุนประกันสังคมจำเป็นต้องลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น และต้องยอมรับผลตอบแทนต่ำแค่ 2% ไปก่อน ซึ่งหมายความว่าหากประกันสังคมบริหารเงินลงทุนได้ผลตอบแทนแค่ 2% ไปอย่างนี้ต่อไป จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีปัญหาเงินกองทุนติดลบเร็วขึ้น
ดังนั้น จึงมีข่าวว่า “กองทุนประกันสังคม” จ้องทุ่มเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล
ปัญหาการขาดแคลนแหล่งลงทุนของประกันสังคมยังไม่จบแค่นี้
ในอนาคตโจทย์การบริหารเงินกองทุนประกันสังคมจะเริ่มยากขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ต้องประคับประคองผลตอบแทนจะต้องไม่ต่ำกว่า 5.5% ในขณะที่ประกันสังคมเองก็ถูกตีกรอบการลงทุน
โดยในปี 2561 กองทุนประกันสังคมจะมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2557 ที่มีเงินลงทุน 1.25 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 2 แสนล้านบาท ในขณะที่ปริมาณพันธบัตรรัฐบาลไทยและปริมาณตราสารอื่นๆ ในประเทศไทยที่ออกจำหน่ายในแต่ละปีมีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอกับความต้องการของกองทุนประกันสังคมที่กองทุนมีขนาดเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
ดังนั้น ประกันสังคมจำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาการลงทุนใหม่ๆ ที่จะต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและความคุ้มค่าของผลตอบแทน
อย่างไรก็ตาม ประกันสังคมได้ทำแผนยุทธศาสตร์การลงทุนระยะ 5 ปี (2557-2561) โดยได้ว่าจ้างบริษัท Mercer ศึกษาแนวทางการลงทุนในอนาคต โดยมีการคาดการณ์ว่ากองทุน 2 กรณี (สงเคราะห์บุตรและชราภาพ) จะมีเงิน 1.78 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2561 เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตนที่เกษียณอายุยังไม่มาก จึงทำให้กองทุนรายรับสูงกว่ารายจ่ายตลอด 20 ปีข้างหน้า และทำให้กองทุนมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวและยอมรับความเสี่ยงได้มาก
ดังนั้น ต้องแสวงหาแหล่งลงทุนระยะยาว และจะต้องให้ได้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 5.5% เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สอดคล้องกับภาระจ่ายเงินบำนาญให้ผู้ประกันตนในระยะยาว
ทั้งนี้ บอร์ดประกันสังคมได้มีมติให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กองทุนเป็น 5.5% โดยให้เพิ่มการลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือกและการกระจายการลงทุนสู่ต่างประเทศ
เพิ่มการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง จาก 21% เป็นมากกว่า 30% โดยเน้นปรับสัดส่วนจากตราสารหนี้ไปลงทุนหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือก ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ
เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศ จากเดิม 3% เป็น 32% โดยกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ลดการกระจุกตัวในประเทศ
เพิ่มระดับความเสี่ยงที่อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ให้มีโอกาสไม่เกิน 5% ที่มีผลตอบแทนต่อปีอาจจะติดลบเกิน 2% (หรือมีโอกาสเพียง 1 ปี ใน 20 ปี ที่จะเกิดผลขาดทุนของกองทุนเกิน 2%)
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายการลงทุนประกันสังคมได้มีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบการลงทุน โดยแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม 2533 เพื่อให้สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ได้ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับในเดือน ต.ค. 2558 นี้
รวมทั้งได้มีการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมว่าด้วยการจัดหาผลประโยน์ของกองทุนประกันสังคม เพื่อให้สามารถลงทุนต่างประเทศโดยตรง จากเดิมที่จะต้องว่าจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) พร้อมทั้งมีการปรับโครงสร้างส่วนการลงทุนของประกันสังคมใหม่ และเพิ่มบุคลากรด้านการลงทุน เพื่อรองรับภาระงานและความซับซ้อนในการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น และสามารถแข่งขันได้กับหน่วยงานเอกชนในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ในขณะเดียวกันมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ด้านการลงทุนบริหารความเสี่ยงและกำกับการลงทุน การรายงานผลการลงทุนเพื่อรองรับการลงทุนในต่างประเทศและสินทรัพย์ที่มีความ
ซับซ้อน รวมถึงการขยายการเข้าถึงฐานข้อมูลและบทวิเคราะห์วิจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ประเด็นที่สำคัญที่สุด การลงทุนของประกันสังคมไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์แสวงหาผลตอบแทนที่สูงสุดเท่านั้น จะต้องคำนึงถึงการลงทุนที่สามารถเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมกับการลงทุนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยกระบวนการที่จะสกัดกั้นไม่ให้นักการเมืองหรือผู้มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงการลงทุนที่มิชอบได้ด้วย







