posttoday
ถึงเวลาพญามังกรสยายปีก ผงาดอิทธิพลเวที ‘บริคส์’

ถึงเวลาพญามังกรสยายปีก ผงาดอิทธิพลเวที ‘บริคส์’

08 กรกฎาคม 2558

น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่าทีของจีนในการประชุมกลุ่มประเทศบริคส์ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ ณ นครอูฟาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่าทีของจีนในการประชุมกลุ่มประเทศบริคส์ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ ณ นครอูฟาแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เพราะนอกจากการประชุมดังกล่าวจะถือเป็นเวทีเพื่อแสวงหาความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาชั้นนำ ซึ่งถูกมองว่ามีขึ้นเพื่อคานอำนาจกับกลุ่มโลกพัฒนาแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จีนจะใช้เวทีนี้ในการผลักดันวาระระดับโลกโดยที่ไม่มีสหรัฐคอยขัดขวางอีกด้วย

กลุ่มประเทศบริคส์ (BRICS) ถือเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชั้นนำตามคำนิยามของ จิม โอนีล นักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งคาดการณ์ไว้เมื่อปี 2001 ว่า บริคส์จะก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนที่กลุ่มโลกอุตสาหกรรม โดยบริคส์ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเข้ามาร่วมในภายหลัง

ปัจจุบันถึงแม้สภาพเศรษฐกิจของกลุ่มบริคส์เมื่อปีที่แล้วจะน่าผิดหวัง แต่เมื่อหากนำผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของกลุ่มบริคส์รวมกัน จะเห็นว่ากลุ่มประเทศบริคส์มีสัดส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกมากขึ้นทุกปี ดังนั้นจึงแทบปฏิเสธความสำคัญของกลุ่มบริคส์ไม่ได้

ท่ามกลางการทวีความสำคัญของกลุ่มบริคส์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ท่าทีของจีนต่อกลุ่มบริคส์จึงน่าจับตาไม่น้อยทีเดียว เพราะเวทีการประชุมแห่งนี้ เป็นเวทีที่จีนหมายตาจะใช้เป็นฐานการขยายอิทธิพลของจีนในระดับโลก

บลูมเบิร์กรายงานว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างประเทศของตนกับบริคส์ให้มีอิทธิพลมากขึ้น โดยเฉพาะโอกาสที่จะหาเสียงสนับสนุนบทบาทของจีนบนเวทีระดับโลก

ทั้งนี้ หากมองในประเด็นเรื่องอิทธิพลในการชี้นำกลุ่มบริคส์ ต้องยอมรับว่าจีนมีอิทธิพลไม่น้อยทีเดียว โดยมีสัดส่วนการค้ากับประเทศสมาชิกที่เหลือมากกว่า 12% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า นับตั้งแต่ปี 2000 ส่วนกลุ่มประเทศที่เหลือมีการค้าขายกันเองเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น ในภาพรวมจึงเท่ากับว่าตอนนี้จีนเป็นศูนย์กลางโครงสร้างการค้าของประเทศกลุ่มบริคส์ไปแล้ว

จูเจียจิ้น นักวิจัยจากศูนย์บริคส์ศึกษา มหาวิทยาลัยฟูตันในเซี่ยงไฮ้ แสดงความเห็นว่า การกีดกันจีนไม่ให้มีอิทธิพลในสถาบันระหว่างประเทศของซีกโลกตะวันตก เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(ไอเอ็มเอฟ) ทำให้จีนต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ซึ่งจีนจะมีน้ำหนักในการต่อรองมากขึ้น หากได้รับเสียงสนับสนุนจากอินเดีย รัสเซีย บราซิล และแอฟริกาใต้เช่นกัน

สอดรับกับรายงานจาก คอนซิล ออน ฟอเรน รีเลชั่น สถาบันคลังสมองของสหรัฐวิเคราะห์ว่า ในมุมมองของจีน จีนให้น้ำหนักกับการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มบริคส์บนเวทีโลก ขณะที่จีนมีอิทธิพลในกลุ่ม จีนมีจุดยืนร่วมกันกับสมาชิกบริคส์ ที่รู้สึกว่าไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมจากไอเอ็มเอฟและเวิลด์แบงก์ เช่น สิทธิในการโหวตในองค์กรดังกล่าว

หนึ่งในความเคลื่อนไหวของจีนที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้วในปัจจุบัน คือ การก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ซึ่งมีอินเดียและรัสเซียเข้าร่วมด้วย ส่งผลให้ในปัจจุบันทุนตั้งต้นของสถาบันการเงินแห่งนี้มีมากขึ้น 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.37 ล้านล้านบาท) และถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับไอเอ็มเอฟทีเดียว

นอกจากนี้ ทั้งอินเดียและรัสเซียยังถือเป็นพันธมิตรสำคัญของจีนที่ขาดไปไม่ได้ในโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คือ โครงการ “หนึ่งแนวเศรษฐกิจหนึ่งถนน” (One Belt One Road) เพื่อกระชับความสัมพันธ์จีนกับโลก 

ในทำนองเดียวกันจีนยังใช้เวทีการประชุมบริคส์ในการสร้างกรอบความร่วมมือด้านการเงินใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากโลกตะวันตกอีกด้วย โดยในการประชุมสุดยอดกลุ่มบริคส์ที่เมืองฟอร์ตทาเลซา ที่ประเทศบราซิล เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ทั้ง 5 ประเทศตกลงกันที่จะสถาปนาธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (เอ็นดีบี) หรือ “บริคส์แบงก์” และข้อตกลงเงินสำรองฉุกเฉิน (ซีแอลเอ) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการพัฒนาและป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจที่นอกเหนือจากแหล่งเงินทุนปกติซึ่งครอบงำโดยซีกโลกตะวันตก

นอกเหนือจากประเด็นความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ บริคส์ยังเป็นฐานที่ดีของจีนในการสร้างอิทธิพลเพื่อกำหนดระเบียบโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่จีนต้องการให้เวทีโลกเน้นย้ำ “อธิปไตย” เหนือสิ่งอื่นใด เวลาพูดถึงความมั่นคงบนโลกไซเบอร์ รวมถึงประเด็นความมั่นคงภายในที่อาจเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น กรณีชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน โดยกลุ่มบริคส์มีจุดยืนร่วมกันที่ไม่ต้องการให้นานาชาติเข้าแทรกแซงประเด็นภายใน

ท่าทีการสนับสนุนกลุ่มบริคส์ของจีนยังยืนยันได้ผ่านถ้อยแถลงในการให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ระหว่างการเดินทางเยือนอเมริกาใต้ โดย สี ระบุว่า สมาชิกกลุ่มบริคส์กำลังพัฒนาความเชื่อใจร่วมกันด้านการเมือง ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเชิงปฏิบัติ รวมถึงการเงิน การค้า การพัฒนา และการติดต่อสื่อสารความร่วมมือในระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถือเป็นการยืนยันว่าประธานาธิบดี สีจิ้นผิง มีวิสัยทัศน์ที่ต้องการมีบทบาทหลักในกลุ่มบริคส์

อย่างไรก็ตาม หนทางในการสร้างพื้นฐานอิทธิพลในกลุ่มบริคส์ ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ประการแรก ในความเป็นจริงเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศบริคส์มีจุดเชื่อมโยงกันน้อยมาก โดยนอกจากการเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในระดับประเทศกำลังพัฒนาที่มีอิทธิพลในระดับภูมิภาคแล้วเหมือนกัน แทบไม่สามารถหาจุดเชื่อมโยงระหว่างประเทศสมาชิกบริคส์ด้วยกันได้เลย

นอกจากนี้ สภาพที่จีนเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนใหญ่กว่าสมาชิกกลุ่มบริคส์อื่นๆ เกือบ 50% ถึงแม้จะดีต่ออิทธิพลของจีนในเวทีการประชุมแห่งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลต่อความสมดุลระหว่างประเทศสมาชิก รวมไปถึงความไว้ใจระหว่างกันอีกด้วย

โดยก่อนหน้านี้เคยมีข่าวความติดขัดในการก่อตั้งบริคส์แบงก์ เนื่องจากประเทศสมาชิกไม่เห็นด้วยที่จะตั้งสำนักงานใหญ่ของธนาคารดังกล่าวไว้ที่จีน ด้วยเกรงว่าจะเป็นการนำเงินที่ลงขันไปลงทุนในเอเชียมากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศบริคส์ด้วยกันเอง

นอกจากนี้ พลิกกลับมามองในมุมการเมืองระหว่างประเทศ กลุ่มประเทศบริคส์ยังมีความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงคุกรุ่น โดยจีนกับอินเดียเคยทำสงครามกันมาก่อน และยังไม่ประสบความสำเร็จในการปักปันเขตแดนระหว่างกัน ขณะเดียวกัน จีนยังอ้างสิทธิในการปกครองรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดียทั้งรัฐอีกด้วย ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้อย่างง่ายดายแน่นอน

เช่นเดียวกันกับกรณีจีนและรัสเซีย โดยจีนหมายตาการเข้าไปมีอิทธิพลในเอเชียกลาง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับรัสเซียที่ถือเป็นเขตอิทธิพลเก่า

อีกหนึ่งประเด็นที่จะจุดชนวนความขัดแย้งในกลุ่มบริคส์ คือ เรื่องราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากบราซิลและรัสเซียถือเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ของโลกย่อมได้รับความเดือดร้อนจากภาวะราคาน้ำมันถูกในขณะนี้ ส่วนจีนและอินเดียที่เป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ ย่อมรู้สึกว่าได้ประโยชน์และไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันปรับขึ้น

จึงถือว่าประเด็นการประชุมบริคส์ที่เมืองอูฟานั้น น่าจับตาไม่น้อยทีเดียว ว่าจีนจะใช้เวทีบริคส์ในการสนับสนุนอิทธิพลของตนบนเวทีโลกได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์