
เรือดำน้ำชนตอ "คสช." เสี่ยงจม
สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่เหมาะสมที่รัฐบาลจะกู้เงินมาจัดซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งมีราคาสูงมาก เพราะจะทำให้สถานะการเงินการคลังมีปัญหา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความพยายามจัดซื้อเรือดำน้ำเริ่มขยับเข้าใกล้ความจริงอีกครั้ง เมื่อกองทัพเรือเตรียมนำเสนอแพ็กเกจการจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน จำนวน 3 ลำ งบประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร็วๆ นี้
แม้ผลการศึกษาจะระบุว่าการเลือกเรือดำน้ำจากประเทศจีนพร้อมอาวุธ อะไหล่ และฝึกอบรม รวม 8 ปี จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอีก 6 ประเทศ แต่ด้วยสถานะการเงินของประเทศที่น่าเป็นห่วงเวลานี้ ทำให้เกิดคำถามว่า มีความจำเป็นและคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน
ดังจะเห็นว่าการต้องใช้จ่ายภาษีของประชาชน 3.6 หมื่นล้านบาท ไปกับการเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพ ในวันที่ไม่มีวี่แววว่าจะต้องไปสู้รบกับใครนั้น นอกจากจะเป็นภาระงบประมาณก้อนโตแล้ว ยังทำให้เสียโอกาสใช้งบประมาณส่วนนี้ไปในสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนมากกว่า
แต่หากไม่ลุยในรัฐบาลนี้ โอกาสจะได้ในรัฐบาลหน้าหรือรัฐบาลต่อๆ ไปย่อมริบหรี่เต็มที แต่ก็ต้องยอมแลกกับแรงเสียดทานที่จะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่น คสช.
เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกเรื่องข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะอย่าลืมว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำมีการผลักดันอยู่แทบจะทุกรัฐบาล แต่ไม่มีรัฐบาลไหนเดินหน้า จนต้องพับแผนเรื่อยมา หากรัฐบาลทหารที่เข้ามาแค่ปีกว่าอนุมัติการจัดซื้อครั้งนี้ย่อมถูกโจมตีอย่างรุนแรง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความไม่โปร่งใส ค่าหัวคิวที่จะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นโจมตีและกัดกร่อน คสช.ไปเรื่อยๆ เพราะการจัดซื้อรอบนี้ไม่มีฝ่ายค้าน หรือมีกลไกตรวจสอบเหมือนระบบปกติ
บทเรียนจากเมื่อครั้งจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ หรือเครื่องตรวจระเบิดจีที200 ยังคงเป็นตราบาปที่ฉุดความเชื่อมั่นในการจัดซื้อของกองทัพ
อีกทั้งในแง่ประสิทธิภาพหรือความคุ้มค่ายังเป็นเรื่องที่ไม่มีผลการศึกษายืนยันชัดเจน โดยมีการศึกษาครั้งแรกเมื่อครั้ง พล.อ.จรัล กุลละวณิชย์ ดำรงตำแหน่ง เลขาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่มีความเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เหมาะสม 2 ประการ คือ 1.จากการประเมินสถานการณ์ความมั่นคงทางทหารในภูมิภาคจากการถูกคุกคามจากเรือรบบริเวณน่านน้ำไทยนั้น พบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงระดับต่ำมาก 2.หากพิจารณาลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอ่าวทะเลไทยไม่เหมาะสม เนื่องจากตื้นเขินและมีเรือประมงอยู่จำนวนมากประมาณ 4 หมื่นลำ จึงยากต่อการปฏิบัติการของเรือดำน้ำ
สอดรับกับความเห็นของ รศ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นว่าขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่เหมาะสมที่รัฐบาลจะกู้เงินมาจัดซื้อเรือดำน้ำ ซึ่งมีราคาสูงมาก เพราะจะทำให้สถานะการเงินการคลังมีปัญหา แต่หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจดีกว่านี้ก็เห็นด้วย เพราะหากพิจารณาความเหมาะสมด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติ
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์ว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำมีความจำเป็นแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ คือ ใช้งบประมาณจำนวนเท่าไร แหล่งที่มางบประมาณเป็นอย่างไร และการใช้ประโยชน์อย่างไร คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ ที่สำคัญทางรัฐบาลจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณในการลงทุนไว้อย่างไร
“ปัญหาทะเลจีนใต้เป็นปัญหาที่ใหญ่มากในภูมิภาคนี้ ยังคงขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน เพราะจีนขัดแย้งกับหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย หรือบูรไน แต่ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง” สมภพ กล่าว
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ขณะนี้ที่รัฐบาลต้องซื้อเรือดำน้ำ เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จากสถานการณ์โลกก็ไม่ใช่อยู่ในสถานการณ์ช่วงสมัยสงครามเย็นที่ต่างฝ่ายต่างจะต้องมีการกักตุนอาวุธพร้อมที่จะทำสงคราม
“เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ การส่งออกติดลบ สถานการณ์ภัยแล้ง การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้นรัฐบาลควรนำงบประมาณมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้มากกว่า”สมชาย กล่าว
เสียงคัดค้านการจัดซื้อเรือดำน้ำเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วง และนับวันจะขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ หาก คสช.ยังฝืนเดินหน้าลุยต่อไปแบบไม่มีคำอธิบายชัดเจน ย่อมมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างที่ คสช.พยายามทำมาต้องเสียของลงอย่างน่าเสียดาย







