
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ "ทหารทำรัฐประหารมากี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้บทเรียนอะไรเลย"
"นี่คือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นล่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แต่จะจบอย่างไร สุดท้ายคำตอบอยู่ที่ชนชั้นล่าง"
โดย...สุภชาติ เล็บนาค/นฤมล รัตนสุวรรณ์
ชื่อของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนอาวุโส ปัญญาชนสยาม วัย 83 ปี ปรากฎในหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อเป็นคนแรกๆ ที่เดินทางไปให้กำลังใจ กลุ่มนักศึกษาที่โดนจับกุม ตามมาตรา 44 ทั้งที่หน้าหอศิลป์กทม. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. และที่ สน.พระราชวัง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ที่สำคัญคือนักศึกษาทั้ง 14 คน ถูกจับกุมจาก มูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป และ “สวนเงินมีมา” ซึ่งเป็นสำนักงานของสุลักษณ์มาช้านาน หลังจากเขาได้ให้ที่พักพิง และให้ข้าว-ให้น้ำได้ไม่ครบ 1 วันดี
เพราะฉะนั้น หากนักศึกษา เป็นผู้ที่เป็น “ภัยต่อความมั่นคง” อย่างที่รัฐบาลระบุ ส.ศิวรักษ์ ก็ถือเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ
เรานัดคุยกับ สุลักษณ์ อีกครั้ง เพื่อให้สุลักษณ์เล่าถึงสภาพบ้านเมืองยามที่ “ไม่ปกติ” และเตือนสติ “ท่านผู้นำ” เพื่อให้หลุดจากวิกฤตการณ์ ซึ่งอาจต้องเผชิญหน้าความรุนแรงอีกครั้ง หลังการจับกุม 14 นักศึกษา
สุลักษณ์ เล่าให้ฟังว่า เขาไม่เคยรู้จักกับนักศึกษาทั้ง 14 คน มาก่อน แต่เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ซึ่งมีการชุมนุมรำลึก 1 ปีรัฐประหาร ที่หอศิลป์กรุงเทพมหานคร เมื่อมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาหาเขาว่า ให้ช่วยไปเจรจากับทหาร-ตำรวจ ให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกตำรวจจับกุมออกมา
“มีคนโทรมาเล่าว่าพวกผมถูกจับ อาจารย์ไปช่วยหน่อย ผมก็ไปพูดจากับเขาดีๆ ว่า ทำไมต้องจับนักศึกษาด้วย ผมก็ถามเขาไปว่า จะปล่อยตัวนักศึกษาไหม ตำรวจเขาก็บอกว่าจะปล่อยตัวแน่นอน ต่อจากนั้น พ่อเอก (รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดี่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เขาก็มาบอกผมว่า ไม่เป็นไรครับ ผมรับประกันนักศึกษาจะได้ปล่อยตัวแน่นอน ผมก็เลยกลับ”
สุลักษณ์ บอกว่า หลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้พบกับคนกลุ่มนั้นอีก กระทั่งนักศึกษาหน้าหอศิลป์ฯ และนักศึกษากลุ่มดาวดิน จากจ.ขอนแก่น มาชุมนุมที่หน้า สน.ปทุมวัน และปฏิเสธหมายจับของตำรวจ ส.ศิวรักษ์ ได้มอบออฟฟิศของเขา ที่ คลองสาน สำหรับเป็นที่พักพิง พร้อมหาข้าวหาน้ำมาเลี้ยง
“ผมไม่รู้จักหรอกครับว่าใครคือดาวเดือนหรือดาวดิน แต่เมื่อเขาถูกจับผมก็ต้องไปขอขอความเมตตากับคนที่จับเขา และกลุ่มดาวดินก็มาขออาศัยออฟฟิศผมอยู่ ผมก็ช่วยเหลือ เพราะเป็นธรรมเนียมไทยแท้ ใครมาถึงเรือนต้องต้อนรับ ผมก็ต้อนรับทุกคน และผมก็รู้ว่ากลุ่มนี่คงด่าผมทั้งต่อหน้าและหลับหลัง แต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะผมเข้าใจความรู้สึกของการลี้ภัยดี เนื่องจากผมเคยลี้ภัยเป็นประจำ สมัย สุจินดา (พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี) ผมก็ลี้ภัยไปสองปี สมัยรัฐบาลหอย (รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี) ผมก็ลี้ภัยอยู่ 2 ปี เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่ามันทุกข์ยากเพียงใด ใครจะลี้ภัย ผมก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้น” สุลักษณ์เล่าให้ฟัง
เย็นวันที่ 25 มิ.ย. ตำรวจได้โทรมาบอกสุลักษณ์ว่า จะขอเข้าไปพูดคุยกับเด็ก จึงได้เตรียมอาหารเข้าไปเลี้ยง แต่ยังไม่ทัน ได้ถึงบ้าน ตำรวจก็จับทั้งหมดไปที่ สน.พระราชวัง
“ผมก็บอกตำรวจเลยว่า 'คุณไม่มีวาจาสัตย์' แล้วผมก็โทรหาเอนก (เอนก เหล่าธรรมทัศน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ) เอนกบอกว่า ไม่จับหรอกครับ ปล่อยแน่นอนครับ แต่พอผมไปถึงสน.พระราชวัง เขาก็จับเด็กไป นี่แสดงว่าฝ่ายเขาเองยังคุยกันไม่ได้ พอหลังจากนั้น ก็เอาขึ้นศาลทหาร ตัดสินจำคุกทันที ทั้งที่เวลานั้นสองยามแล้วนะครับ แต่ศาลเปิดทำการให้ ผมมองว่ารัฐบาลทำทุกอย่างโดยพลการหมดเลย เพราะเขามีอำนาจในมือ”สุลักษณ์ระบุ
จับกุมนศ.เสี่ยงบานปลาย
“ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่า ‘นี่เป็นการรังแกเด็ก แน่นอนเพราะรัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ จะทำอะไรก็ได้ แต่ผมเห็นว่าหากคุณมีอำนาจเต็มที่แล้ว ควรจะมีความใจกว้างกว่านี้ ไม่ควรรังแกเด็กที่ไร้ทางต่อสู้’ สุลักษณ์แสดงความคิดเห็น
สำหรับคำชี้แจงที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่า นักศึกษาทำผิดกฎหมายนั้น สุลักษณ์เห็นว่าปัจจุบัน อะไรก็ผิดระเบียบไปหมด ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนแม้แต่น้อย
“ก็แล้วตกลงว่าประเทศนี้รัฐบาลต้องการให้มนุษย์อยู่ หรือ ปศุสัตว์อยู่กันแน่ เปรียบกับต้นไม้ในบ้านของผม ยังไม่มีกฎระเบียบขนาดนี้ ผมยังปล่อยให้ต้นไม้ได้เจริญเติบโตเต็มที่ หากไม่ปล่อยให้โต ต้นไม้เหล่านั้นคงแคระและอยู่แต่ในกระถาง ตอนนี้เมืองไทยคงต้องการให้คนเป็นคนแคระ ไม่ให้บ้านเมืองเจริญเติบโต หากเป็นเช่นนี้ก็คงพัง”
“เขาสามารถจะอ้างอะไรก็ได้ ถ้าอยากให้สงบเรียบร้อย ผมว่าให้เอาคอกมากั้นเลยดีกว่า อย่างนั้นสงบเรียบร้อยแน่”
สุลักษณ์บอกอีกว่า หากมี “โจรมาปล้นบ้าน” หรือมีการยิงกัน รัฐก็ต้องแก้ไข แต่เมื่อโจรไปแล้ว รัฐก็ไม่อาจทำตัวยิ่งกว่าโจร “การเคลื่อนไหวของนักศึกษาไม่ได้เป็นพิษภัยอะไร ถึงแม้เด็กจะด่าทอ จะเคลื่อนไหว ผู้ใหญ่เองก็ควรมีความอดทน รู้จักรับฟังบ้าง หากเด็กด่าเกินเลยไป สังคมก็จะเกลียดเขาเอง แต่หากเขาพูดจามีหลักฐานเราก็ต้องรับฟัง มีขันติ เพราะรัฐบาลเองมีอำนาจอยู่ในมือ ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ”
สุลักษณ์เชื่อว่านักศึกษาเหล่านี้เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะปลุกให้คนไทยได้ตื่นตัว เช่น กลุ่มดาวดิน เคยมีประสบการณ์คลุกคลีกับชนชั้นล่างโดยตรง ขณะที่นักศึกษาอีกกลุ่ม ก็ยังมองเห็นปัญหาการละเมิดสิทธิ์ของรัฐบาล เพราะฉะนั้น สิ่งที่นักศึกษาเรียกร้อง จึงไม่มีอะไรมากไปกว่า “ความยุติธรรม”
“ผมสนับสนุนทุกกลุ่ม ทุกบุคคล ที่ต่อต้านอำนาจรัฐอันซึ่งเป็นอธรรม โดยที่การต่อต้านนั้นจะต้องเป็นไปในทางสันติประชาธรรม ไม่ใช้ความรุนแรง และเปิดโอกาสให้คนเข้ามามีส่วนร่วม เท่าที่ผมเห็นเด็กก็เคลื่อนไหวตามหลักการนี้ ซึ่งผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่อุดหนุนเขา”
“เด็กพวกนี้หากคุณแรงไป พวกเขาเองก็กลายเป็นวีรบุรุษโดยไม่จำเป็น ถ้าคุณฉลาดพอ หาทางรอมชอม หาทางปล่อยเขา เขาก็ไม่มีอะไร เด็กเขาอาจจะวางท่า ก็เป็นธรรมดานิสัยของเด็ก แต่อย่าไปข่มขู่เขา อย่าไปบาตรใหญ่เขา พูดกับเขาดีๆ หากเขาไม่รับฟังอีกเรื่องหนึ่ง หากคุณใช้ความรุนแรงคุณก็เสียแต้ม เด็กเหล่านั้นก็ได้แต้มแทน” สุลักษณ์ระบุ
“คุณประยุทธ์ต้องหัดฟังคนที่เขาเตือน พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือ กัลยาณมิตร คือ พูดในสิ่งที่เขาไม่อยากฟัง ถ้าฟังคุณต้องใช้ “โยนิโสมนสิการ” ตรึกตรองดู ถ้าที่เขาพูดมันเหลวไหล คุณก็ควรสงสารเขา แต่หากเป็นเรื่องจริง คุณประยุทธ์ก็ควรปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่คิดว่าคุณเก่งกว่าเด็ก เก่งกว่าคนอื่น แค่นี้คุณประยุทธ์จะเป็นคนที่น่ารักและเป็นปูชนียบุคคลได้
หันไปถามถึงบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สุลักษณ์ บอกว่า น่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยเข้าใจเรื่องการแสดงความคิดเห็น และคนรอบข้าง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน จนทำให้อำนาจที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้ ไม่ใช่ทั้ง “พระเดช” และ “พระคุณ” แต่เป็นอำนาจซึ่งเป็นความป่าเถื่อน อันน่าจะหมดสมัยไปนานมากแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้จะทำรัฐประหารมากี่ครั้ง ทหารก็ไม่เคยได้บทเรียนอะไรเลย
“อันที่จริง คุณประยุทธ์ ไม่ได้เป็นคนที่เลวร้ายเมื่อเปรียบเทียบกับสุจินดา แต่สุจินดาฉลาดเฉลียวกว่าประยุทธ์มาก เพราะเขากล้า ถึงขนาดเอาคุณอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ประยุทธ์ ไม่หาคนที่มีความสามารถมาใช้งาน ถึงแม้ว่าจะมีคนที่มีความสามารถอยู่ข้างกายเขา แต่คุณก็ไม่ได้ใช้คนเหล่านั้น แหยตลอดเวลา เรื่องธรรมกาย อันนี้ผิดธรรมวินัยชัดเจนนะครับ ก็เห็นชัดว่าเขาแหย พอเห็นมีพวกมากก็กลัว ไม่ทำอะไร”สุลักษณ์ ประเมิน
“ยกตัวอย่างจอมพลสฤษดิ์ เวลาเขาพูดอะไร เขาทำทันที แต่ประยุทธ์ ผมไม่เห็นเขาจะทำอะไรเด็ดขาดแม้แต่เรื่องเดียว หลายคนอาจจะบอกว่าคุณพอใจเผด็จการ แต่ประยุทธ์ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นเผด็จการเลย แล้วเขาก็ยังบอกอีกว่าเขาอุดหนุนประชาธิปไตย แต่ประยุทธ์ก็ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร เพราะจุดยืนของประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน คือ การเปิดโอกาสให้คนได้พูด ขัดแย้งกัน โต้ตอบกัน แต่นี่คุณจับขังคุกทั้งหมด”
ส่วนสาเหตุที่ชนชั้นกลางยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อยู่นั้น เป็นเพราะว่า การปกครองของประยุทธ์ ไม่ได้กระทบอะไรกับชนชั้นกลาง ต่างจากชาวบ้านชนชั้นล่าง ที่ยังโดนเอาเปรียบเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องที่ดินทำกิน รวมถึงเรื่อง “ความยุติธรรม” ที่ได้ไม่เท่ากับคนอื่นๆ
“ประยุทธ์เขาไม่ได้เลวร้ายกับชนชั้นกลาง เพราะฉะนั้นชนชั้นกลางจึงพอใจ เราต้องเข้าใจว่าชนชั้นกลางไทย ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้วชนชั้นกลาง ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าขยับขึ้นไปอยู่กับชนชั้นสูง เราเลยเลอะเทอะไปหมด แล้วเราก็ไม่ได้ตระหนักถึงความผิดชอบชั่วดี ตระหนักแต่ต้องเอาตัวรอด ทำให้พวกชนชั้นล่าง แย่ไปด้วย ยิ่งมองว่าคนข้างล่างเขาโง่ แต่เราไม่รู้เลยว่าหากไม่มีพวกเขาสังคมก็จะอยู่ไม่ได้ คนที่ขายส้มตำ ไก่ย่าง อาหารตามสั่ง เขาก็ขายให้กินทุกวัน เราก็ไม่เห็นบุญคุณเขาเลย ไปเห็นแต่บุญคุณของชนชั้นสูง”สุลักษณ์ระบุ
สุลักษณ์ยังบอกอีกว่า นโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่ผ่านมา เอื้อประโยชน์ทั้งจักรวรรดินิยมข้ามชาติ เจ้าพ่ออุตสาหกรรม และนายทุนใหญ่ ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากรัฐบาลที่ผ่านมา และแน่นอนว่าเป็นการเอาเปรียบชนชั้นล่าง
“วันนี้แฟลต คอนโด ขึ้นเต็มเมืองไปหมด รัฐบาลเอาใจนายทุนมากเกินไปชัดเจน เปิดธุรกิจร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้นมากมาย ตอนนี้เรียกได้ว่าชนชั้นกลางตามืดบอด มองไม่เห็นอะไร เพราะสื่อและการศึกษาเองก็ไม่ได้ช่วยเขา สอนให้คนงมงายหมดเลย บางโรงเรียนก็สอนประวัติศาสตร์ไทยแบบผิด ๆ มอมเมาคน”
“นี่คือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นล่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แต่จะจบอย่างไร สุดท้ายคำตอบอยู่ที่ชนชั้นล่าง ซึ่งตอนนี้เองคนข้างล่างเองก็ตื่นตัวมากขึ้นทุกทีแล้ว มีคนจำนวนมากต่อสู้อย่างสันติวิธี ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาแล้วและยากมากที่จะขจัดพวกเขาเหล่านี้ได้ กลุ่มต่อต้านต่างๆ ก็เช่นกัน พวกคุณไม่สามารถที่จะขจัดเขาได้แน่นอน”สุลักษณ์ระบุ







